แอลทูร่า ผลไม้บางชนิดนั้น นอกจากความอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณและคุณประโยชน์ดีๆ

แอลทูร่า ผลไม้บางชนิดนั้น นอกจากความอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณและคุณประโยชน์ดีๆ

แอลทูร่า ผลไม้บางชนิดนั้น นอกจากความอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณและคุณประโยชน์ดีๆ แฝงอยู่มากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่ดีกับร่างกายและสุขภาพของเรามาก แม้อาหารจะมีทั้งคุณและโทษ การรับประทานอาหารไม่สมดุลกับความต้องการของร่างกาย รับประทานไม่ถูกวิธี หรืออาหารที่รับประทานปนเปื้อนสารพิษ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย แพ้อาหาร ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น สารพิษสะสมยังเป็นตัวการให้เกิดโรคร้าย เช่น โรคมะเร็ง ทางที่ดีควรหันมาใส่ใจดูแลอาหารการกินในชีวิตประจำวันตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า การกินผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยล้างพิษก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลรักษาสุขภาพ
ไปดูกันเลยว่า 5 ผลไม้นั้นมีอะไรกันบ้าง ที่ช่วยขับล้างพิษของเสียในร่างกายและยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารของคุณดีขึ้นอีกด้วย แถมเป็นผลไม้หาง่ายราคาไม่แพง 1.แอปเปิ้ล ผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเพคตินในแอปเปิ้ลจะช่วยกำจัดสารพิษและป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้บูดเน่า นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งเปรียบเหมือนไม้กวาดช่วยทำความสะอาดลำไส้ ทำให้ตับและระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น แอลทูร่า.

แอลทูร่า
แอลทูร่า 2.สับปะรด มีเอนไซม์ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหาร ทำให้ของเสียเป็นโปรตีนแตกตัวเร็วขึ้น สับปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร และช่วยในการทำงานของต่อมไร้ท่อ l-tura
3.องุ่น ผลไม้ลูกเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็นสารฟอกล้างให้ผิวหนัง ตับ ไต และลำไส้ นอกจากนี้องุ่นยังอุดมไปด้วยเกลือแร่และพลังงานจึงช่วยบำรุงเลือด ช่วยซ่อมแซมและสร้างเซลล์ในร่างกาย
4.แตงโม มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เท่ากับช่วยฟอกล้างร่างกาย อีกทั้งช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ลดความดันโลหิต เปลือกของแตงโมอุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ และที่เมล็ดยังมีวิตามินมากมาย น้ำคั้นจากเปลือกและเมล็ดแตงโมจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แอลทูร่า
5.มะละกอ เอนไซม์ปาเปนในกล้ามเนื้อมะละกอมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินกระเพาะอาหาร ดังนั้นมะละกอจึงช่วยให้โปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกับสับปะรด อีกทั้งยังช่วยทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร การรับประทานมะละกอเป็นประจำยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
รู้ถึงคุณประโยชน์เช่นนี้ก็หามารับประทานกันเยอะๆ ถูก ดี และมีประโยชน์

ทำไมต้องล้าง (พิษ) ตับ

– ตับของเรามีอายุเท่ากับเรา เราอายุ 50 ปี ตับของเราก็อายุ 50 ปี เราอายุ 60 ปี ตับของเราก็อายุ 60 ปี เช่นเดียวกัน

– ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย มีน้ำหนักประมาณ 2% เช่น เราหนัก 60 ก.ก. ตับของเราจะหนักประมาณ 1,200 กรัม

– ตับมีหน้าที่สำคัญมากกว่า 500 อย่าง ที่เรารู้กันเป็นอย่างดีก็คือหน้าที่กำจัดสารพิษต่างๆ อาหารทุกคำ ยาทุกเม็ด ที่เรากินล้วนมีสิ่งที่ตับต้องกำจัดทั้งสิ้น

– ตับเป็นต่อมมีท่อใหญ่ที่สุด สิ่งที่ตับสร้างคือ น้ำดี (bile) เซลล์ตับปกติทุกเซลล์จะสร้างน้ำดี (bile) น้ำดีที่สร้างจะไหลไปตามท่อเล็กๆ ซึ่งมองด้วย กล้อง จุลทรรศน์ ธรรมดาไม่เห็น เรียกว่า “bile canaliculi” แล้วรวมกันถึงท่อน้ำดีที่ ใหญ่ขึ้นในตับ เรียก “bile duct” ตับมี 2 กลีบ (lobes) ท่อน้ำดีจากทั้ง 2 กลีบ จะ รวมตัวกันเป็น “hepatic duct” จะไปเชื่อมต่อกับท่อน้ำดีที่ไหลไปยังถุงน้ำดี (gallbladder)

– ตับปกติของผู้ใหญ่จะสร้างน้ำดีวันละหลายลิตร ส่วนใหญ่จะไหลเข้าสู่ลำไส้เล็ก ส่วนที่ 2 ของลำไส้เล็กช่วงแรก (second part of duodenum) มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี (ไม่เกิน 100 cc)

– เมื่อตับกำจัดพิษจากสิ่งที่เรากินเข้าไป กากหรือขยะของสารพิษจะถูกขับออกจากตับได้ 2 วิธี

1.ถ้าเป็นสารละลายน้ำได้จะถูกกำจัดออกทางไต

2.ถ้าเป็นสารที่ไม่ละลายในน้ำ ตับจะอาศัยน้ำดีนำไปทิ้งที่ลำไส้เล็กกลายเป็น อุจจาระต่อไป และขยะที่กำจัดไม่ได้จะสะสมอยู่ในตับ

– ตับทำงานตลอดเวลา และเป็นอวัยวะหนึ่งซึ่งไม่เคยพักเลย (เช่นเดียวกับ หัวใจ และปอด)

– ตับเป็นทั้งโรงงานผลิต โรงกำจัดพิษ และโกดังสะสมทั้งสิ่งที่เป็น และไม่เป็นประโยชน์ ต่อร่างกาย เช่น ไขมัน

– เครื่องยนต์ของรถ เรือ หรือพาหนะใดๆ ต้องการการทำความสะอาดทั้งสิ้น ตับก็ต้องการเช่นกัน

-ตับที่สะอาดจะทำงานได้ดีขึ้นกว่าตับที่สะสมกากขยะไว้ทั้งในตับเอง และในถุงน้ำดี

นักธรรมชาติบำบัดบางท่านแนะนำให้ทำการล้างลำไส้เป็นครั้งคราว เพื่อขจัดสารพิษในระบบย่อยอาหารของคุณ
วิธีการ
1
ล้างพิษด้วยอาหาร

หลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด. วิธีที่ดีที่สุดในการเริ่มล้างพิษในลำไส้คืองดรับประทานอาหารที่เป็นต้นเหตุของปัญหา เลี่ยงอาหารที่เป็นภาระต่อตับและลำไส้ อย่างเช่น กาแฟ น้ำตาลทรายขาว แป้งสาลี ผลิตภัณฑ์นม และแอลกอฮอล์
งดขนมหวานปรุงแต่งต่างๆ ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลและแป้ง และหลีกเลี่ยงการกินชีสหรือไอศกรีมในปริมาณที่มากเกินไป [1][2]

กินอาหารที่ช่วยในการขจัดสารพิษ. อาหารบางชนิดจะช่วยให้คุณขจัดสารพิษจากร่างกายได้ อย่างผักในตระกูลกะหล่ำ เช่น บร็อคโคลี กะหล่ำดอก กะหล่ำดาว และกะหล่ำปลี ผักเหล่านี้มีสารอาหารมากมาย และสารประกอบเชิงซ้อนที่เรียกว่าซัลโฟราเฟน ซึ่งมีความสำคัญมากในการช่วยร่างกายกำจัดสารพิษ [3][4]
อย่าลืมกินอาหารที่มีไฟเบอร์เยอะๆ เพราะกากใยจากอาหารจะช่วยขัดล้างผนังลำไส้และทำให้อาหารผ่านลำไส้ได้อย่างรวดเร็ว อาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ผักใบเขียว แอปเปิล เบอร์รี่ต่างๆ และข้าวกล้อง [5][6][7]
การบริโภคไฟเบอร์ปริมาณมากจะทำให้สุขภาพลำไส้ดีขึ้น เพราะมันจะไปช่วยผลักดันเศษอาหารในลำไส้ให้ผ่านออกไปได้

งดอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือภูมิแพ้แฝง. ถ้าคุณไม่เคยไปตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง คุณอาจจะต้องไปพบแพทย์หรือนักธรรมชาติบำบัดเพื่อทำการตรวจ การกินอาหารที่ร่างกายคุณแพ้จะทำให้ลำไส้ทำงานได้ช้าลงและเพิ่มโอกาสการเกิดสารพิษในลำไส้ได้

กินอาหารที่อุดมด้วยคลอโรฟิลล์เพื่อลดสารพิษ. อาหารบางชนิดช่วยลดระดับสารพิษในเลือดได้ ผลวิจัยพบว่าคลอโรฟิลล์จะลดการดูดซึมสารพิษและช่วยในการขับสารพิษด้วย ผักใบสีเขียวเข้มจะมีคลอโรฟิลล์สูง ควรกินผักโขม ผักเคล ผักคะน้า พาร์สลีย์ ต้นอ่อนข้าวสาลี และสาหร่ายเยอะๆ [8][9][10]
ลองกินแบบนี้ในทุกมื้อ ใส่ไข่ลงในผักเคลหรือคะน้านึ่ง หรือนำผักโขมกับต้นอ่อนข้าวสาลีไปทำเป็นสมูทตี้ คุณจะหาซื้อสาหร่ายอบกรอบมากินเล่นด้วยก็ได้

บริโภคโปรไบโอติกส์. จุลินทรีย์โปรไบโอติกส์ดีต่อสุขภาพลำไส้และยังช่วยในการขับสารพิษอีกด้วย โปรไบโอติกส์ช่วยลดเอนไซม์ในร่างกายที่ทำให้ลำไส้ดูดจับสารพิษไว้แทนที่จะชะล้างไป เพื่อสุขภาพโดยรวมควรรับประทานแคปซูลโปรไบโอติกส์วันละหนึ่งเม็ดทุกวัน แต่ถ้าอยู่ในช่วงล้างพิษลำไส้อาจจะต้องเพิ่มอีก 1-2 เม็ด [11][12]
การกินโยเกิร์ตและอาหารประเภทอื่นๆ ก็ช่วยให้คุณได้รับโปรไบโอติกส์เช่นกัน

ดื่มน้ำให้มากขึ้น ร่างกายคุณต้องการน้ำเพื่อช่วยชะล้างสารพิษ. คนส่วนใหญ่ควรดื่มน้ำให้ได้ปริมาณครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตัว (ในหน่วยออนซ์) เพื่อสุขภาพลำไส้ที่ดี ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณหนัก 140 ปอนด์ คุณต้องดื่มน้ำให้ได้ 70 ออนซ์ต่อวัน โดยเฉพาะถ้าต้องการให้สุขภาพลำไส้ดีขึ้น [13]
ปริมาณเท่านี้อาจจะดูเหมือนเยอะ แต่ถ้าคุณดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ทุกๆ สองสามชั่วโมง ก็จะไม่เยอะเกินไป อย่าดื่มในครั้งเดียวเพราะจะทำให้แน่นท้องได้
ถ้าคุณกินไฟเบอร์มากขึ้นหรือกินอาหารเสริมไฟเบอร์ คุณก็จำเป็นต้องดื่มน้ำมากขึ้นด้วย เพราะไฟเบอร์ที่เพิ่มขึ้นนั้นต้องใช้น้ำมากขึ้นเพื่อให้ย่อยได้ดี
วิธีการ
2
กำจัดสารพิษด้วยอาหารเสริมล้างลำไส้

ปรึกษาแพทย์. ปัจจุบันมีอาหารเสริมล้างลำไส้จำหน่ายมากมาย บางชนิดช่วยชะล้างสิ่งสกปรกออกจากลำไส้ บางชนิดช่วยเสริมการทำงานของอวัยวะในการขับสารพิษ แต่ก่อนจะบริโภคอาหารเสริมเหล่านี้ คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่ามันจะปลอดภัยสำหรับคุณหรือไม่

ใช้ยาระบาย. ยาระบายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานเร็วขึ้นและระบายของเสียออกให้หมด ควรระวังในการใช้ให้ดี เพราะยาระบายอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องและท้องร่วงได้หากกินในปริมาณมาก และยังทำให้เกิดผลข้างเคียงอื่นๆ อย่างเช่น เรอ ท้องอืด มีแก๊สในท้อง หรือเป็นตะคริวที่ท้องได้ ลองใช้ยี่ห้อ มิลค์ ออฟ แมกนีเซีย (Milk of Magnesia) มิราแล็คซ์ (Miralax) หรือดัลโคแลกซ์ (Dulcolax)
ถ้าคุณกินยาระบายติดต่อกันเป็นประจำ ลำไส้คุณจะต้องพึ่งยาตลอด ดังนั้นควรใช้เพียงสองสามวันต่อครั้งเท่านั้น [14]
ถ้าคุณอยากได้ยาระบายแบบธรรมชาติ ชาระบายอ่อนๆ ก็เพียงพอสำหรับการล้างพิษลำไส้แล้ว ใส่ชาระบายมินต์ 1-2 ถุงลงในน้ำร้อน 5-10 นาที ดื่มตอนกลางคืน คุณจะขับถ่ายประมาณ 6-8 ชั่วโมงถัดมา [15]

กินอาหารเสริมไฟเบอร์. นอกจากอาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์แล้ว อาหารเสริมที่มีไฟเบอร์ก็ช่วยดักจับสารพิษและช่วยลำไส้ในการชะล้างมันด้วย กินไฟเบอร์จากรำข้าว ไซเลี่ยม หรือรำข้าวโอ๊ต 2 ช้อนโต๊ะต่อวัน กินง่ายๆ โดยใส่ในสมูทตี้หรือโอ๊ตมีลก็ได้
อย่าลืมดื่มน้ำมากๆ ช่วงที่กินไฟเบอร์เสริม ไม่อย่างนั้นไฟเบอร์อาจทำให้ท้องผูกหรือลำไส้อุดตันได้
คุณอาจจะลองกินไฟเบอร์เสริมชนิดละลายน้ำได้ อย่างยี่ห้อเบเนไฟเบอร์ (Benefiber) และเมตามูซิล (Metamucil) [16]

ลองแมกนีเซียมเสริม. แมกนีเซียมจะค่อยๆ ดูดซึมน้ำเข้าสู่ลำไส้และมีฤทธิ์เป็นยาระบายตามธรรมชาติ ซึ่งต่างจากยาสมุนไพรหรือยาระบายทั่วไปตรงที่ไม่ทำให้ติดและไม่ทำให้ต้องพึ่งยาเมื่อใช้เป็นเวลานาน
กินแมกนีเซียมซิเตรท 300-600 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ห้ามเกิน 900 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะถ้าได้รับมากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
คุณสามารถหาซื้อแมกนีเซียมซิเตรทแบบดื่มแทนอาหารเสริมแบบเม็ดได้ แค่ดูให้แน่ใจว่ามีปริมาณแมกนีเซียมไม่เกิน 900 มิลลิกรัม [17]

ลองใช้เอ็น-อะเซทิลซิสเทอิน (N-acetyl cysteine, NAC). เอ็น-อะเซทิลซิสเทอินหรือเอ็นเอซี คือสารตั้งต้นของกลูต้าไธโอน ซึ่งเป็นหนึ่งในสารล้างพิษหลักๆ ในร่างกาย พบในอาหารธรรมชาติอย่างโยเกิร์ตบางชนิดและเนื้อสัตว์ปีกโปรตีนสูง แต่ก็สามารถกินแบบอาหารเสริมได้หากอยู่ในช่วงล้างพิษลำไส้ เมื่อคุณกินเอ็นเอซีเข้าไป ร่างกายจะเปลี่ยนมันเป็นกลูต้าไธโอนซึ่งจะช่วยขจัดพิษได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
กินอาหารเสริมแคปซูลเอ็นเอซี 500-1500 มิลลิกรัมต่อวันในระหว่างช่วงล้างลำไส้ คุณสามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพหรือร้านขายยา [18]
วิธีการ
3
ใช้วิธีแบบธรรมชาติด้วยตัวเอง

ใช้น้ำมันละหุ่งประคบ. การประคบด้วยน้ำมันละหุ่งจะช่วยชะล้างและขจัดสารพิษออกจากลำไส้ เตรียมผ้าสักหลาด จะเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าขนสัตว์ก็ได้ พลาสติกห่ออาหาร ผ้าขนหนู ถุงน้ำร้อนหรือแผ่นให้ความร้อน และน้ำมันละหุ่ง เทน้ำมันลงบนผ้าสักหลาดให้ชุ่มพอดี นอนลงและวางผ้าลงบนท้องโดยตรง แล้วใช้พลาสติกห่อรอบผ้าไว้ไม่ให้เลอะเสื้อผ้าหรือที่นอน เสร็จแล้วใช้ผ้าขนหนูพันรอบลำตัวให้ทับพลาสติกอีกที จากนั้นนำถุงน้ำร้อนหรือแผ่นให้ความร้อน (ตั้งค่าระดับปานกลาง) มาวางบนผ้าขนหนู ทิ้งไว้ 10-30 นาที ก่อนเอาออกและทำความสะอาดบริเวณท้อง คุณสามารใช้ผ้าสักหลาดซ้ำได้อีกประมาณ 3 สัปดาห์โดยไม่ต้องซัก [19]

ทำการสวนทวาร. การสวนทวารจะช่วยล้างลำไส้ระหว่างทำการขจัดสารพิษ มันคือการฉีดน้ำเข้าสู่ลำไส้เพื่อกระตุ้นการขับถ่ายและช่วยชะล้างของเสียในลำไส้
การสวนทวารอาจทำให้เกิดการพึ่งยาได้หากทำบ่อยเกินไป เช่นเดียวกับยาระบาย แต่มันจะปลอดภัยและได้ผลถ้าทำอย่างเหมาะสมในระยะเวลาสั้นๆ [20][21]

พบแพทย์ธรรมชาติบำบัด. แพทย์ธรรมชาติบำบัดหรือนักธรรมชาติบำบัด ได้รับการฝึกให้ขจัดพิษคนไข้ได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสม แพทย์ธรรมชาติบำบัดจะดูประวัติทางการแพทย์และยาที่คุณใช้ แอลทูร่า และเลือกวิธีล้างพิษที่ดีที่สุดสำหรับคุณได้ แพทย์จะแนะนำได้ว่าคุณควรสวนล้างลำไส้บ่อยแค่ไหน และยังสั่งจ่ายสมุนไพร อาหารเสริม และบอกแนวทางดูแลรักษาที่บ้านเพื่อจะช่วยให้คุณล้างพิษได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรมชาติด้วย
วิธีการ
4
รับการสวนล้างลำไส้

ลองสวนล้างลำไส้. นักบำบัดลำไส้จะได้ทำการสวนล้างลำไส้ให้คนไข้ทุกวัน การสวนล้างลำไส้อาจทำให้รู้สึกไม่ค่อยดีนัก แต่มันสามารถขจัดพิษในลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ควรเลือกนักบำบัดลำไส้ผู้เชี่ยวชาญที่ทำอย่างสะอาดและปลอดภัย

ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับขั้นตอนการทำ. ถ้าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ ลองปรึกษาแพทย์เรื่องการสวนล้างลำไส้และสิ่งที่จะได้รับ ในขั้นตอนการทำ นักบำบัดลำไส้จะค่อยๆ สอดท่อเข้าไปในทวารหนัก ท่อนั้นจะเชื่อมกับปั๊มน้ำซึ่งจะฉีดน้ำหรือของเหลวเข้าไปในลำไส้ใหญ่ หลังจากลำไส้ชุ่มน้ำแล้ว นักบำบัดจะเอาท่ออันแรกออกและสอดท่อใหม่เข้าไป และจะทำการนวดท้องเพื่อไล่น้ำและของเสียออกจากลำไส้
นักบำบัดอาจมีการทำซ้ำเพื่อชะล้างลำไส้อย่างหมดจด อาจใช้น้ำมากถึง 60 ลิตรในระหว่างขั้นตอนนี้
ขั้นตอนต่อมาอาจจะใช้น้ำกับโปรไบโอติกส์ สมุนไพร หรือกาแฟ ซึ่งจะช่วยดูดของเสียออกจากลำไส้ [22]

ขับถ่ายให้ได้อย่างน้อยวันละครั้ง. ยิ่งปล่อยให้อุจจาระค้างอยู่ในลำไส้นานเท่าไหร่ ร่างกายคุณก็จะยิ่งดูดซึมสารพิษไว้เท่านั้น วิธีการต่างๆ ที่กล่าวไว้ด้านบนจะช่วยให้คุณสามารถขับถ่ายได้ทุกๆ วัน
ถ้าคุณเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและลองใช้วิธีอื่นๆ แล้วแต่ก็ยังขับถ่ายทุกวันไม่ได้ ควรลองไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและคำแนะนำ
ถ้าคุณขับถ่ายมากกว่าวันละสองครั้งหรือมีอาการถ่ายเหลว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเป็นอันดับแรก
เคล็ดลับ
ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาหารเสริมและขั้นตอนต่างๆ ก่อนจะเริ่มทำการล้างพิษลำไส้
หลีกเลี่ยงการล้างลำไส้หากคุณเพิ่งผ่าตัดบริเวณท้องมา หรือมีเนื้องอกที่ใดอวัยวะก็ตามในระบบย่อยอาหาร หรือเป็นโรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับไต โรคลำไส้อักเสบหรือโรคโครห์น ริดสีดวงภายในหรือริดสีดวงขั้นรุนแรง โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง และโรคลำไส้ตรงโผล่ยื่น แอลทูร่า.

Comments are closed.