Browsed by
Month: January 2017

ยากษัยเส้น อาการของโรคกระษัย โรคกระษัยนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 พวก

ยากษัยเส้น อาการของโรคกระษัย โรคกระษัยนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 พวก

ยากษัยเส้น อาการของโรคกระษัย โรคกระษัยนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 พวก มี กระษัยโอปาติกะ (คือ เกิดขึ้นมีอาการหลายจำพวก ) กับ กระษัยกล่อน อาการของโรคกระษัยโอปาติกะ กระษัยประเภทนี้ จะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย อาจ จะมีอาเจียน ง่วงเหงาหาวนอน ไม่เป็นอันที่จะทำอะไร ปวดท้องน้อย ปวดเมื่อยไปหมด ซูบผอมลง เหงื่อออกตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า สมองมึนงง ถ้าถูกอากาศเย็นหรือที่ชื้นแฉะหรืออยู่ในน้ำ จะปัสสาวะบ่อย มีอาการจุกเสียด แน่น ปวดท้อง น่องหมดแรง อาการของโรคกระษัยกล่อน (กล่อน ความหมายจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง ชื่อโรคชนิดหนึ่ง) กระษัยประเภทนี้จะมีอาการ เส้นท้องตึง เจ็บสะเอว มือเท้าชา วิงเวียน ตาฝ้าฟาง หูอื้อ ท้องขึ้น/ท้องอืด กินอาหารไม่ได้ มักปวดเสียดแทงตั้งแต่หัวหน่าว ถึง ยอดอก มักมีลำ มีก้อน ตามท้องน้อย และจะถ่วงเป็นก้อนอยู่ที่หัวหน่าว และที่หน้าขาทั้ง 2 ข้าง แล้วเลื่อนลงไปถึงลูกอัณฑะ อัณฑะเกิดฟกช้ำ บวม อักเสบ จับต้องไม่ได้ เพราะเจ็บปวดเป็นก้อน เป็นเถา/เป็นลำ (ก้อนยาว) อาการเหล่านี้ เป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ถ้าเป็นผู้หญิงจะมีอาการเจ็บท้องน้อย ถ่วงคล้ายไส้เลื่อน แต่ในโรคไส้เลื่อนนั้น คนที่เป็นจะกินอาหารได้ และนอนหลับสบาย จะมีอาการเฉพาะเจ็บเสียดท้องน้อย แต่คนที่เป็นกระษัยกล่อน จะหาความสบายไม่ได้ คือจิตใจไม่สบายเหมือนกับคนเป็นโรคประสาท กินไม่ได้ มึนงง/วิงเวียน นอนไม่หลับ ผอมแห้งแรงน้อย ยากษัยเส้น.

ยากษัยเส้น
ยากษัยเส้น ยาแผนโบราณเขาตรวจเขารักษาอย่างไร? ยาแก้ปวดเมื่อย
การตรวจโรคกระษัย ทางแพทย์แผนโบราณ ใช้วิธีสอบถามอาการ จากคำบอกเล่าของผู้ ป่วย ดูอาการแสดง สอบถามความเป็นมาของอาการ เป็นนานเท่าใด กินนอนได้ไหม เป็นอย่างไร
การรักษาของแพทย์แผนโบราณนั้น เขาจะถือว่าคนที่เป็นโรคนั้น สะสมของไม่ดีไว้ หรือหมักโรคไว้ ต้องถ่ายเอาโรคหรือของเก่าที่ไม่ดีในร่างกายออกมาทิ้งให้หมด แล้วค่อยกินยาไปรัก ษา หรือบำรุงให้ร่างกายแข็งแรงเหมือนเดิม ยากษัยเส้น
เราจึงใช้คำว่า ยารุ/ยาถ่าย (รุ ความหมายจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง ระบายสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป) กับยาบำรุง ซึ่งทำให้คนเข้าใจผิดว่า ทำไมแผนโบ ราณต้องถ่ายกับต้องบำรุง เพราะการมองปัญหา และวิธีแก้ปัญหาแตกต่างกับแพทย์แผนปัจจุบัน

แค่ได้ยินคำว่า “ หมอแผนโบราณ ” คนไข้บางรายอาจถอยหลังหนี เหมือนเช่น คุณลุงอุดม ลดหวั่น ที่เคยปฏิเสธคำว่า “ แผนโบราณ ” มาแล้ว
กระทั่งเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว คุณลุงมีอาการโรคภูมิแพ้ หมอนรองกระดูกเสื่อมอย่างหนัก เพราะได้รับสารเคมีจากการทำสวนเกษตรแบบพุ่มชิด ( ใช้ระยะปลูกน้อยเพิ่มจำนวนต้นในพื้นที่ปลูก ความคุมความสูงโดยตัดแต่งกิ่ง บังคับให้แตกพุ่มด้านข้าง ) ซึ่งความทุ่มเทอย่างหมดตัวหมดใจ ทำให้สวนแห่งนี้กลายเป็นแหล่งดูงานของนิสิตนักศึกษาเกษตรทั้งในและต่างประเทศ
คุณลุงอุดมหมดเงินไปกับการรักษาในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หลายที่ แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น จึงไม่รักษาต่อ เปลี่ยนมาค้นตำราสมุนไพรเก่าๆ ที่เป็นมรดกตกทอดจากพ่อ และก๋งของภรรยาที่เป็นหมอสมุนไพร และเริ่มต้มยากินเองโดยใช้สูตรจากตำราเก่า ซึ่งทำให้อาการทุเลาจนเกือบหายเป็นปกติภายใน 8 เดือน
เมื่อสุขภาพดีขึ้นเพราะกินยาสมุนไพร คุณลุงจึงเกิดความ “ศรัทธา” อย่างเต็มเปี่ยม และขวนขวายหาความรู้ทางแพทย์แผนโบราณเพิ่มเติม โดยการศึกษาจากตำราของ พลเรือเอก ยากษัยเส้น พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งราชนาวีไทย
คุณลุงอุดมเล่าถึงพระประวัติด้านการแพทย์แผนไทยของพระองค์ให้ฟังว่า
“ผมศึกษาประวัติของท่าน ทราบว่าหลังจากลาออกจากกองทัพเรือแล้ว ท่านได้มาเรียนการแพทย์แผนโบราณต่อ ท่านปรุงยาด้วยการใช้ตำรับยาสมุนไพรมาเคี่ยวให้ได้หัวเชื้ยยาเหนียวๆ แล้วปั้นเป็นแท่ง พอคนไข้มาก็นำแท่งยาแต่ละขนานฝนกับน้ำ หรือน้ำซาวข้าวให้กินเลย ต่างจากหมอยาโบราณที่ต้องสับรากไม้เป็นชิ้นๆ นำไปต้มซึ่งต้องใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะได้กินยาถือว่าเป็นการพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง”

หมอแผนโบราณยุค 2007
บ้านหลังน้อยอยู่ในพื้นที่ 30 ไร่ มีพืชสมุนไพรจำพวกไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ไม้พุ่มขนาดแค่เอว รวมถึงไม้คลุมดินเล็กๆ ที่ขึ้นกระจายเต็มพื้นที่ รวมแล้วกว่า 300 ชนิด มีบ่อน้ำขนาดใหญ่ช่วยลดความร้อนของผืนดิน คุณลุงอุดมตั้งชื่อบ้านและสวนแห่งนี้ว่า “สวนสมุนไพรพรอุดม”
ขณะนี้เจ้าของบ้านกำลังปรับปรุงห้องปรุงยายกใหญ่ เพราะเจ้าหน้าที่โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ขอร้องให้ช่วยขยายพื้นที่เพื่อเป็นศูนย์ศึกษาดูงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
เหตุผลที่คุณลุงอุดมได้รับความเชื่อถือจากคนทั่วไปเพราะคุณลุงมีวิธีการปรุงยาตลอดจนการดูแลคนไข้อย่างชาญฉลาดเหมือนเช่นที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ท่านทรงริเริ่มขึ้น ซึ่งเป็นการต่อยอดความรู้แผนโบราณให้ก้าวล้ำเท่าทันโรคภัย
คุณลุงอุดมพูดจาหยอกล้อเราอย่างผู้ใหญ่อารมณ์ดีว่า “ลองมาดูกันว่าหมอโบราณ๊อย่างผมโบราณจริงหรือเปล่า” เราจึงชวนคุณผู้อ่านมาพิสูจน์พร้อมๆ กันค่ะ

ตรวจโรคแบบผสมผสาน
คุณลุงอุดมอธิบายการตรวจรักษาของหมอแผนโบราณที่ทำต่อๆ กันมา เริ่มตั้งแต่การพูดจาประสาคนกันเองว่า เป็นอะไรมา สังเกตท่าทางการเดิน น้ำเสียง สีผิว ฯลฯ ซึ่งเป็นการสังเกตภายนอก และตรวจชีพจรเพื่อฟังการเต้นของหัวใจว่าหนักเบา ช้า หรือเร็วอย่างไร
สำหรับคุณลุงอุดม นอกจากตรวจด้วยวิธีการตามหลักแผนโบราณแล้ว ยังเพิ่มเติมในส่วนของการซักถามถึงผลการตรวจจากโรงพยาบาล เพื่อประกอบการวินิจฉัย อาทิ ค่าน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต
คุณลุงเสริมว่า ค่าการตรวจจากโรงพยาบาลให้ค่าที่มีความละเอียดมาก ดังนั้นถ้ารู้จักนำผลการตรวจทั้งแผนโบราณและแผนปัจจุบันมาวิเคราะห์ร่วมกัน จะทำให้รักษาได้แม่นยำขึ้น ยากษัยเส้น.

g2x โสมชนิดสีขาว ได้มาจากรากโสมที่เก็บเกี่ยวมาสดๆ

g2x โสมชนิดสีขาว ได้มาจากรากโสมที่เก็บเกี่ยวมาสดๆ

g2x โสมชนิดสีขาว ได้มาจากรากโสมที่เก็บเกี่ยวมาสดๆ ล้างทำความสะอาดและตากแดดให้แห้ง รากโสมที่แห้งแล้วจะมีสีเหลืองปนขาว โสมชนิดสีแดง ทำจากรากชนิดเดียวกับชนิดโสมสีขาว แต่ต่างกันที่วิธีการผลิต คือจะนำเอารากโสมสดที่ล้างทำความสะอาดแล้วมาทำการฆ่าเชื้อโรค โดยการนึ่งด้วยไอน้ำที่อุณหภูมิ 120–130 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 2-3 ชั่วโมง ทำให้รากโสมเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนแดง จากนั้นจึงนำไปตากแดดให้แห้งสนิท โสมเกาหลี : สารออกฤทธิ์ สารสำคัญในโสมที่พบในรากเป็นสาร saponin ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มจินซีโนไซด์ ginsenoside กลุ่ม panaxoside และกลุ่ม chikusetsusaponin ส่วนประกอบที่สำคัญของโสมคือสารจินซีโนไซด์ ซึ่งจะมีในโสมประมาณร้อยละ 1-2 โดยน้ำหนัก ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของโสม แหล่งที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิต พบว่าโสมที่ขายในท้องตลาดบางชนิดแทบจะไม่มีสารจินซีโนไซด์เลย เวลาหาซื้อโสมมาบำรุงร่างกายจึงควรดูส่วนประกอบของโสมคือจินซีโนไซด์เป็น สำคัญ g2x.

g2x
g2x รากโสมจะได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิผลในการบำบัดรักษา โดยไม่มีข้อโต้แย้งเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลของโสมในด้านการบำรุงรักษาสุขภาพ ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้สามารถววิเคราะห์และพิสูจน์โสมใน เชิงวิทยาการและเทคโนโลยีได้ เมื่อมีผลการวิเคราะห์และพิสูจน์ ทำให้โสมได้รับความนิยมแพร่หลายและเชื่อถือกันมากยิ่งขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการป้องกันและบำบัดรักษาโรคของโสม โดยไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายหรือมีความเสี่ยงต่อการเสพติดเหมือนสาร เคมีสังเคราะห์อื่นๆ g2x
เมื่อนำเอารากโสมและสารสกัดจากรากโสมมาทำการวิเคราะห์และตรวจพิสุจน์ พบว่าสารสำคัญที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเป็นสารจำพวก interpene saponins ชนิดต่างๆ ที่มีชื่อเรียกว่าจินซีโนไซด์ “Ginsenosides” การวิเคราะห์และตรวจพิสูจน์ทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น High Performance Liquid Chromatography (HPLC), Mass Spectrometry (MS), Nuclear Magnetic Resonance Spectrometry (NMR) เป็นต้น ช่วยให้สามารถแยกและจำแนกสารจินซีโนไซด์จากรากโสมและสารสกัดจากรากโสมได้ อย่างน้อย 22 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาแตกต่างกัน เมื่อนำจินซีโนไซด์ทั้งหมดมาใช้รวมกัน จะมีฤทธิ์เป็นตัวปรับสภาพร่างกายให้มีความสมดุลย์ตามธรรมชาติตามที่ร่างกาย ต้องการ เรียกว่า adaptogenic agent
สารจินซีโนไซด์ชนิดต่างๆที่พบในปัจจุบันนั้น มีสารสำคัญหลักอยู่ด้วยกัน 6 ชนิด คือ Rb1, Rb2, Rc, Rd, Re และ Rg ส่วนที่เหลือเป็นสารฤทธิ์รองคือ Rb3, Ra, Ra1, Ra3, RO, Rg1,Rg2, Rg3, Rh1นอกจากสารจินซีโนไซด์ชนิดต่างๆ แล้วยังพบว่ารากโสมมีสารประกอบที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากกว่าสองร้อย ชนิด ที่สำคัญได้แก่ สเตอรอล น้ำมันหอมระเหย แป้ง น้ำตาล วิตามินชนิดต่างๆ กรดอะมิโน และเป็ปไทด์
สารจินซีโนไซด์เป็นตัวกำหนดคุณค่าของโสม ในโสมต่างพันธุ์หรือแม้แต่ในโสมพันธุ์เดียวกัน แต่ปลูกต่างถิ่น และรากโสมมีอายุไม่เท่ากันจะมีส่วนประกอบของจินซีโนไซด์ต่างกัน และปริมาณจินซีโนไซด์ในแต่ละชนิดก็ไม่เท่ากัน
จินซีโนไซด์ที่สะสมอยู่ต่ามส่วนต่างๆ ของรากโสมมีจำนวนและปริมาณไม่เท่ากัน ในส่วนรากโสมใหญ่หรือส่วนลำตัว มีจินซีโนไซด์รวมทั้งหมดเพียง 1.5% ขณะที่ส่วนรากแขนงและรากฝอย g2x หรือส่วนที่เป็นแขนขา มีอยู่ 3-4% และส่วนหัวมีมากถึง 5-9% คุณค่าของโสมจึงไม่ได้อยู่ที่รูปร่างลักษณะของรากโสม แต่ขึ้นอยู่กับจำนวนและปริมาณของจินซีโนไซด์ที่มีอยู่ในรากโสม โดยสรรพคุณจะขึ้นอยู่กับจำนวนปริมาณจินซีโนไซด์ ความครบถ้วนของจินซีโนไซด์แต่ละชนิดในอัตราส่วนที่เหมาะสม
โสมเกาหลี : การเพาะปลูก

การเพาะปลูกโสมมีกระบวนการที่ยุ่งยากและซับซ้อน โสมสามารถขยายพันธุ์ได้เฉพาะจากเมล็ดเท่านั้น ต้นโสมต้องการอุณหภูมิต่ำ สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมและอุดมสมบูรณ์ การปลูกโสมใช้เวลายาวนานนับจากการเพาะเมล็ด ซึ่งจะต้องเป็นเมล็ดสุกและแก่เต็มที่จากต้นโสมที่มีอายุประมาณ 5 ปีเท่านั้น โสมที่จะเก็บเกี่ยวเป็นผลผลิตได้จะต้องมีอายุประมาณ 4-6 ปี ฤดูกาลที่เหมาะสมของการเก็บเกี่ยวโสมที่มีคุณภาพดีที่สุดคือระหว่างเดือน กันยายนถึงเดือนตุลาคมในแต่ละปี
วิธีการปลูกคร่าว ๆ ดังนี้
ปีที่หนึ่ง ราวกลางเดือนกรกฎาคมเป็นการรวบรวมเมล็ดพันธุ์ ปลายกรกฎาคม–ต้นสิงหาคม เป็นช่วงคัดเมล็ดพันธุ์ ปลายตุลาคม-ต้นพฤศจิกายน เริ่มหว่านเมล็ด จนผ่านหน้าหนาวไปจนถึงกลางเดือนเมษายน
ปีที่สอง เมล็ดเริ่มเพาะตัว ในกลางเดือนเมษายนทำหลังคาคลุมด้วยฟาง ตุลาคมจนผ่านหน้าหนาวไปจนถึงปลายเดือนมีนาคม
ปีที่สาม ย้ายต้นอ่อนมาไว้ที่เรือนปลูก ปลายมีนาคม–ต้นเมษายน คลุมด้วยฟาง ตุลาคมจนผ่านหน้าหนาวไปจนถึงเดือนมีนาคม
ปีที่สี่ เอาฟางที่คลุมออก มีนาคมเริ่มพรวนดินใหม่ พฤษภาคม–กันยายน คลุมด้วยฟาง ตุลาคมจนผ่านหน้าหนาว
ตั้งแต่ปีที่สี่ จะวนซ้ำตามขั้นตอนนี้ จนกระทั่งครบ 6 ปี
การเก็บโสม ส่วนที่เก็บคือราก การเก็บรากโสมต้องทำให้แห้งโดยเร็ว เพื่อป้องกันมิให้เอนไซม์ออกมาทำลายสาร saponin ในประเทศเกาหลีจะมีการคัดโสมคุณภาพดีจำนวนหนึ่งอบไอน้ำเพื่อทำลายเอนไซม์ให้ หมดก่อนอบแห้ง เรียกโสมที่ผ่านกรรมวิธีนี้ว่า โสมแดง จัดเป็นโสมที่มีคุณภาพสูงสุด ราคาสูง ส่วนโสมที่นำไปตากแดดหรือทำให้แห้งโดยวิธีอื่น เรียกว่าโสมขาว คุณภาพและราคาต่ำกว่าชนิดแรก
โสมที่นิยมรับประทานควรมีอายุอย่างน้อย 6 ปี เมื่อปลูกครบ 6 ปีแล้วก็จะขุดหัวได้ ขุดลงไปประมาณ 5-10 เซ็นติเมตร จึงเห็นรากโสม โสมต้นหนึ่งจะมีหัวเดียว ความสูงของหัวโสมประมาณ 7-10 เซ็นติเมตร ส่วนหัวโสมสดหัวเล็ก ๆ ที่มีอายุน้อยกว่า 6 ปีชาวเกาหลีนิยมนำมาตุ๋นกับซุปไก่ตัวเล็ก ๆ ยัดไส้ข้าวเหนียว รับประทานเป็นอาหาร ที่ขึ้นชื่อคือซุปไก่ตุ๋นโสม ถ้าไม่ได้ชิมก็เหมือนกับไปไม่ถึงเกาหลี
มีการปลูกโสมกันอย่างกว้างขวางในประเทศเกาหลี ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศและคุณภาพของดินเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต โสมควรปลูกในที่ร่มและมีการเจริญเติบโตช้าเมื่อเทียบกับพันธุ์ไม้ชนิดอื่น และยังค่อนข้างเปราะบาง ได้เคยมีการนำสารเคมีมาสังเคราะห์ขึ้นเพื่อขยายการเจริญเติบโตของมันให้รวด เร็วขึ้น โดยการปรับปรุงดิน ผลปรากฏว่า รากของโสมมักจะเน่าและตายลงเสมอ ดังนั้นโสมจะเจริญเติบโตได้ดีเฉพาะในดินธรรมชาติเท่านั้นและดูดซึมเอาแร่ ธาตุที่มีประโยชน์มาเก็บไว้ในรากของโสมซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10-15 ปีถึงจะได้ลำต้นที่มีลักษณะที่สมบูรณ์อีกครั้ง เมื่อปลูกครบ 6 ปีแล้วที่ดินตรงนั้นจะใช้ปลูกโสมไม่ได้เลยเป็นเวลา 15 ปีเพื่อรอให้ดินบริเวณนั้นมีแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์พร้อมที่จะปลูกโสมในครั้ง ต่อไป g2x.

sasunsa อยากผอม แต่ขาดหวานไม่ได้ทำไงดี

sasunsa อยากผอม แต่ขาดหวานไม่ได้ทำไงดี

sasunsa อยากผอม แต่ขาดหวานไม่ได้ทำไงดี หลายคนอาจกลุ้มใจ เพราะเหตุที่ติดรสหวานเป็นชีวิตจิตใจ ว่ายังไงก็ต้องมีรสหวานติดอยู่ในมื้ออาหาร จะหวานมากหรือหวานน้อย ก็ขอให้หวานไว้ก่อน แต่ขณะเดียวกันก็อยากผอมด้วยเช่นกัน หวานอย่างไรให้มีสุขภาพดี น้ำหนักลดลง แบบไม่ต้องอดรสหวาน แถมได้การเผาผลาญพลังงานและไร้ไขมันส่วนเกิน เป็นวิธีที่เป็นไปได้หรือไม่นะ
ความหวานสัมพันธ์กับความอ้วนได้ยังไงการรับประทานอาหารที่มีรสหวานจะสัมพันธ์กับฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) เนื่องจากความหวานใจจะไปเป็นตัวกระตุ้น ทำให้ฮอร์โมนชนิดนี้มีปริมาณเพิ่งสูงขึ้น ซึ่งมีผลทำให้มีการสะสมของไขมันเพิ่มขึ้น และเป็นผลทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย ซึ่งฮอร์โมนอินซูลินจะทำงานตรงข้ามกับโกรทฮอร์โมน (Human growth hormone) และทำให้กล้ามเนื้อไม่กระชับอีกด้วย น้ำหนักเกินกับการเสพติดความหวานจะเกี่ยวข้องในกรณีของที่คนมีความเครียด สังเกตว่าเวลาที่คนเกิดความเครียดก็จะรับประทานอาหารมากขึ้น ในกลุ่มของผู้ที่ชอบรับประทานหวานในบางช่วงเวลา เช่น เมื่อรู้สึกเครียด ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ ร่างกายก็จะมีการจัดการหรือปรับเปลี่ยนได้ แต่กลุ่มที่มีความเครียดแบบเรื้อรังจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมา sasunsa.
sasunsa

sasunsa ส่งผลให้รู้สึกอยากรับประทานของหวาน หรือของที่มีไขมันสูงมากขึ้น ซึ่งถือเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกาย เนื่องจากสมองของคนเราใช้น้ำตาลเป็นพลังงานเป็นหลัก เมื่อร่างกายเกิดภาวะความเครียด จึงส่งผลให้อยากรับประทานของหวานมากขึ้น แต่น้ำตาลเหล่านั้นก็ไม่ได้ถูกส่งตรงเข้าสู่สมองเพียงที่เดียว แต่ยังถูกส่งไปยังส่วนอื่นๆ ทั่วร่างกายด้วย ทำให้เกิดการสะสมของไขมันเพิ่มขึ้น ซาซันซ่า

อีกหนึ่งสาเหตุคือการนอนดึก เนื่องจากการที่เราพักผ่อนน้อย จะส่งผลต่อฮอร์โมนบางชนิดในร่างกาย ทำให้เรารู้สึกรับประทานเท่าไรก็ไม่อิ่ม รู้สึกอยากรับประทานมากกว่าปกติ เมื่อรับประทานเยอะขึ้นก็ทำให้อ้วนขึ้นได้ เพราะฉะนั้นคนที่อยากลดน้ำหนักก็แนะนำให้นอนเร็วขึ้น อย่างน้อยไม่เกินสี่ทุ่ม หรือมากสุดไม่ควรเกินเที่ยงคืน เพื่อเป็นการปรับสมดุลให้วงจรของฮอร์โมนทำงานได้เป็นปกติขึ้น sasunsa

แต่บางกรณีมีการติดหวานโดยกรรมพันธุ์ (Gene) ก็มี ซึ่งมีวิธีการตรวจสุขภาพระดับยีน (Gene tests) พบว่าบางคนมียีนที่ติดความหวานอยู่แล้ว ชอบรับประทานหวาน ทำให้คนๆ นั้นติดรับประทานหวานมาโดยธรรมชาติเลย เราจะสังเกตได้ว่าแต่ละคนจะมีความชอบในรสชาติที่ต่างกันออกไป บางคนชอบรับประทานเปรี้ยว หวาน หรือเค็ม เป็นต้น

นอกจากนี้การเลี้ยงดูของครอบครัวก็ยังเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้คนติดหวานได้ เช่น ที่บ้านรับประทานอาหารรสชาติหวานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ส่งผลให้กลายเป็นคนติดรสหวานได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะพบปัจจัยหลักของน้ำหนักส่วนเกินมาจากความเครียดเสียส่วนใหญ่

ขาดหวานแล้วพาลเครียดจริงเหรอ

เพราะน้ำตาลถือเป็นพลังงานหลักของสมอง และมีผลโดยตรงต่อน้ำหนักตัว โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก แน่นอนว่าย่อมเกิดความเครียดพ่วงตามาด้วยอยู่แล้ว เพราะจะพยายามหาวิธีทำให้น้ำหนักลดลง หรือบางคนไปเลือกใช้วิธีการลดน้ำหนักแบบผิดวิธี เช่น อดอาหาร ทำให้เป็นการไปสร้างภาวะเครียดให้กับร่างกายมากขึ้น อีกทั้งความเครียดต่อสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลทำให้ไม่มีน้ำตาลเข้าไปหล่อเลี้ยงสมอง หรือหล่อเลี้ยงสมองได้น้อย จึงส่งผลให้เกิดอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว หรือซึมเศร้าขึ้นมาได้

ทางเลือกความหวานแบบไม่กลัวอ้วน

การเลือกรับประทานอาหารก็เป็นสิ่งจำเป็น หากไม่อยากมีน้ำหนักส่วนเกิน แต่ยังอยากรับประทานรสหวานอยู่ ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low Glycemic Index) เนื่องจากอาหารแต่ละชนิดจะมีความหวานที่แตกต่างกัน อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงจะยิ่งเป็นตัวการไปกระตุ้นอินซูลิน ทำให้อ้วนขึ้นได้ง่าย ซึ่งอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำจะเป็นอาหารในกลุ่มที่มีไฟเบอร์สูง มีการขัดสีน้อย เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ทั้งนี้คนที่มีน้ำหนักตัวมากๆ ควรออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการลดความเครียดลง

นอกจากนี้การลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักส่วนเกิน อาจต้องดูในเรื่องน้ำหนักตัวของแต่ละคนร่วมด้วย เพราะการออกกำลังเป็นสิ่งที่แต่ละคนมีศักยภาพหรือความเหมาะสมทางกายภาพที่แตกต่างกันออกไป หากคนนั้นมีน้ำหนักตัวไม่มากนัก ก็อาจใช้การออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงเยอะได้ ซึ่งจะส่งผลต่อโกรทฮอร์โมนและช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ไวขึ้น

แต่ในทางกลับกันในกรณีของคนที่มีน้ำหนักตัวเยอะมากๆ การออกกำลังกายควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และควรระมัดระวังการบาดเจ็บเฉพาะส่วนที่เกิดจากการออกกำลังกายได้ เช่น ข้อเข่า ควรเลือกรูปแบบการออกกำลังกายไม่ให้ลงน้ำหนักในส่วนนี้มากจนเกินไป เป็นการลดแรงกระทำต่อข้อเข่า อาจเลือกเป็นการปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บดังกล่าว การออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมัน (Burn) ควรเน้นการออกแรงในระดับปานกลางแต่เน้นในเรื่องของระยะเวลาในการออกกำลังกายให้นานต่อเนื่อง โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง

• ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ติดมัน เช่น เนื้อติดมัน sasunsa เพราะไขมันที่ได้จากสัตว์มักเป็นไขมันอิ่มตัว พวกนี้จะทำให้เกิดการสะสมตามอวัยวะภายในส่วนต่างๆ ของร่างกาย

• อาหารประเภททอด ผัด หรืออาหารที่ผ่านกระบวนการความร้อนเยอะ เพราะเป็นตัวกระตุ้นทำให้เซลล์เกิดการอักเสบและทำให้กระบวนการเผาผลาญทำงานได้ไม่ค่อยดี

• ของหวานก็มีผลต่อฮอร์โมนเช่นกัน เพราะของหวานถือว่ามีค่าดัชนีน้ำตาลสูง (High Glycemic index) ควรหลีกเลี่ยง

ปัจจุบันทางเลือกอีกอย่างหนึ่งของคนอยากหวานแบบไม่อ้วน นั่นก็คือ “หญ้าหวาน” เพราะหญ้าหวานเป็นสารที่ให้ความหวานได้แบบปลอดภัย และเป็นความหวานที่ไม่ให้พลังงาน ร่างกายไม่ดูดซึม ปัจจุบันมีสารให้ความหวานที่สามารถทดแทนน้ำตาลมีอยู่หลายชนิด แต่ก็จะมีสารให้ความหวานบางชนิดที่อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวเช่นกัน เช่น แอสปาร์แตม (Aspartame) ซึ่งเป็นสารให้ความหวาน ที่แพทย์ไม่อยากแนะนำให้ทาน sasunsa.

angel secret sheep placenta สำหรับรกแกะเม็ดแล้วในทางวิชาการ

angel secret sheep placenta สำหรับรกแกะเม็ดแล้วในทางวิชาการ

angel secret sheep placenta สำหรับรกแกะเม็ดแล้วในทางวิชาการ ยังไม่ได้มีการยืนยันถึงผลดีและผลเสียจากการใช้รกแกะในการบำรุงผิวพรรณ จากการค้นคว้า ในปลายๆประเทศ เช่น สวิสเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย อเมริกา นิวซีแลนด์ เป็นต้น รกแกะเม็ดได้รับอนุญาตให้ผลิต และว่างจำหน่ายแก่คนทั่วไปได้ มีคำแนะนำจากผู้ที่เคยทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ว่า สำหรับคนที่อายุยังไม่เกิน 25 ปี ซึ่งต้องการรับประทานรกแกะอัดเม็ดนั้น ให้ทานในความเข้มข้นเพียง 3000-5000 มิลลิกรัม ก็ถือว่าเพียงพอแล้วในการบำรุงผิวพรรณถ้าหากอายุระหว่าง 25-30 ปี ควรรับประทานรกแกะเข้มข้น 10,000 – 20,000 มิลลิกรัม แต่ถ้าหากมีอายุ 30 ปีขึ้นไปหรือต้องการรีบฟื้นฟูผิวให้กลับมามีสุขภาพที่ดีอย่างรวดเร็ว ควรทำการรับประทานรกแกะอัดเม็ดที่มีความเข้มข้น 30,000 มิลลิกรัมในช่วงแรก แล้วจึงค่อยๆลดลงความเข้มขนลงในภายหลัง angel secret sheep placenta.

angel secret sheep placenta

angel secret sheep placenta หากพูดถึง พลาเซนต้าแล้ว คนไทยมักคิดว่า นำมาจากรกแกะไปซะหมด จริงๆ แล้ว ไม่ใช่… พลาเซนต้า (รก) คือ แหล่งอุดมไปด้วยสารอาหารมากมายไม่ว่าจะเป็นกรดอะมิโนและโปรตีนที่สำคัญต่อการเสริมสร้างผิวพรรณให้เนียนใสสุขภาพดี เสริมสร้างโปรตีนให้แก่ร่างกาย เป็นแหล่งอาหารสำคัญสำหรับตัวอ่อน (ทารก) ซึ่งพลาเซนต้า (placenta) ที่สามารถนำมาผ่านกระบวนการผลิตอาหารเสริมนั้น มาจาก รกสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม ได้แก่ ม้า, วัว, แกะ, หมู ที่นิยมนำมาสกัดให้เป็นพลาเซนต้า แคปซูลเม็ด เพื่อใช้บำุรุงผิวพรรณ สำหรับสตรี เืพื่อด้านความงาม ทางการแพทย์ แต่ พลาเซนต้าที่นิยมนำมาทำนั้น จะนำมาจาก รกม้า รกหมู รกแกะ แต่เนื่องจากวัว และแกะ มีโรคติดต่อร้ายแรง คือโรค BSC (หรือที่เรียกกันว่า โรควัวบ้า) ซึ่งส่งผลำให้สมองเสื่อม ในประเทศญี่ปุ่น จึงมีกฏหมายห้ามผลิตพลาเซนต้าที่ทำมาจากสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค BSC นี้ คือวัวและแกะ จึงเหลือเฉพาะหมูและม้าเท่านั้น angel secret sheep placenta
ปัจจุบัน ได้มีการนำพลาเซนต้า มาทำเป็นเครื่องสำอางค์ ได้แก่ ครีมทาผิว ครีมบำรุงผิว เซรั่ม โฟมล้างหน้า พลาเซนต้าเม็ดแคปซูล พลาเซนต้าแบบฉีด และผลิตภัณฑ์อื่นๆ
นอกจากพลาเซนต้ายังมีส่วนในการรักษาอาการบาดเจ็บของนักฟุตบอล ชื่อดัง ด้วยการนำพลาเซนต้ามารักษาอาการบาดเจ็บข้อเท้าอักเสบ เพื่อให้หายเร็วยิ่งขึ้น

ระวัง ! อันตรายจากเครื่องสำอางที่ทำจากรกแกะ

จากกรณีที่มีข่าวแพร่หลายในวงการเครื่องสำอางว่า ได้มีผลิตภัณฑ์ช่วยลดรอยเหี่ยวย่นทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ สกัดจากธรรมชาติคือ รกแกะ ทำให้ผู้ที่รักสวยรักงามและมีฐานะโดยเฉพาะกลุ่มนักร้องนักแสดงนิยมใช้กันมาก บางรายใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในรูปแบบวิธีการฉีดซึ่งมีราคาสูงยิ่งขึ้นหลายเท่าตัว แพทย์เตือนผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีโอกาสเป็น โรคสมองฝ่อ หรือ C.J.D.

เรื่อง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากรกแกะ :

สาเหตุของโรคสมองฝ่อ นั้น ศ.น.พ.พิศิษฐ์ จิรวงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ศ.น.พ.นิพนธ์ พวงวรินทร์ อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา ศิริราชพยาบาล ได้เปิดเผยข้อมูลถึงผลกระทบให้ทราบ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2539 เวลา 11.00 น. ที่ศิริราชพยาบาลว่าคณะแพทยศาสตร์ได้ศึกษาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ทำจากรกแกะ แล้วพบว่าผู้ที่ใช้จะมีอัตราความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคสมองฝ่อ หรือ C.J.D. เนื่องจากเมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมามีข่าวเรื่องวัวบ้า ที่ประเทศอังกฤษ ทำให้หลายประเทศได้กำหนดมาตรการป้องกันโรคดังกล่าวอย่างเข้มงวด ประเทศไทยก็ได้มีประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ห้ามนำเนื้อวัวและผลิตภัณฑ์จากวัวในประเทศอังกฤษเข้าประเทศไทย เพื่อเป็นมาตรฐานในการป้องกันโรคดังกล่าว โรควัวบ้า (mad cow disease) หรือชื่อเรียกเป็นทางการว่า bovine spongioform encephalopathy (BSE) ซึ่งวัวดังกล่าวเกิดโรคเพราะได้รับสารอาหารเสริมโปรตีนจากรก กระดูก และเครื่องในของแกะที่ตายแล้วที่เป็นโรคสเกรปี มาบดผสมอาหารให้วัวกิน ทำให้วัวเกิดโรคและสามารถติดเชื้อถึงคนได้ถ้ากินเนื้อวัวบ้านั้น ในบางประเทศแม้กระทั่งเครื่องสำอางที่มีชื่อเสียงบางผลิตภัณฑ์ที่ทำจากบางส่วนของวัว ยังห้ามนำเข้า ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นมาจากอังกฤษหรือประเทศที่เคยมีโรควัวบ้า เพราะเขากลัวว่าโรควัวบ้าที่ถ่ายทอดมาจากแกะจะมาถึงคนได้

ศ.น.พ.นิพนธ์ พวงรินทร์ กล่าวต่อว่า โรคสมองฝ่อ C.J.D. เป็นชนิดที่รุนแรงมาก ทำให้ผู้เป็นโรคมีอาการความจะเสื่อม ความฉลาดจะสูญหายไปอย่างรวดเร็ว ระยะแรกจะมีอาการซึม angel secret sheep placenta ง่วง เดินเซ แขนขาไม่มีแรง ชักกระตุกทั้งตัว อาละวาดทำลายข้าวของ และมีอาการเหมือนคนอายุ 70-80 ปี ทั้งที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ท้ายสุดจะต้องเป็นอัมพาตและเสียชีวิตภายใน 1-2 ปี หลังจากโรคแสดงอาการ โรคนี้มีระยะในการฟักตัวนานมาก บางรายอาจนานประมาณ 5-10 ปี

ปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่จะต้องรักษาตามอาการเท่านั้น ซึ่งก็ไม่สามารถจะยืดชีวิตผู้ป่วยได้เลย เป็นโรคที่น่ากลัวมากเพราะเป็นภาวะที่เปลี่ยนจากสภาพคนปกติเป็นคนพิการอย่างรวดเร็ว พิการทางปัญญาและเสียชีวิตทั้งสิ้น

สำหรับผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถ้าทำมาจากแกะที่ไม่ได้เป็นโรคสเกรปี (Scrapie) ก็จะไม่มีอันตรายใดๆ แต่ถ้ามาจากแกะที่เป็นโรคนี้ผู้ใช้จะมีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคสมองฝ่อ และยังไม่มีใครสามารถตรวจพบได้ว่าแกะตัวใดเป็นโรคหรือไม่ เนื่องจากโรคนี้มีระยะฟักตัวเป็นเวลานานนั่นเอง

ส่วนการใช้ผลิตภัณฑ์บางอย่างโดยการฉีดเข้าสู่ร่างกายนั้น ศ.นพ.นิพนธ์ บอกว่า ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เว้นแต่จะอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะการใช้วัสดุหรือสิ่งใดก็ตามเข้าสู่ร่างกายมีโอกาสที่จะแพ้ได้มาก ซึ่งถ้าใครแพ้ก็อาจช็อก หมดสติ หยุดหายใจ และถึงตายในทันที แต่ถ้าทดสอบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก่อนจะใช้แล้วไม่มีอาการแพ้ก็อาจจะมีปฏิกิริยาได้ในระยะยาว สำหรับการใช้ผลิตภัณฑ์แบบครีมทาผิวที่มีส่วนผสมของรกแกะนั้นยังไม่เป็นอันตรายมากนัก เพราะการทาภายนอกจะเข้าผิวหนังโดยการดูดซึม แต่ถ้าผิวหนังมีบาดแผลก็จะมีอันตรายมากขึ้น แต่ถ้าใครใช้แบบฉีดจะมีอัตราเสี่ยงสูงยิ่งขึ้น

ในเรื่องการควบคุมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางนั้นทาง องค์การอาหารและยา(อย.) ได้ชี้แจงว่า ส่วนของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางนั้น อย.จะตรวจสอบสารเคมีที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิต และจะดูวิธีการใช้ หากเป็นแบบทาก็จะไม่คุมเข้มมากนัก แต่ถ้าหากเป็นแบบฉีดก็จะคุมเข้มและตรวจสอบละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ที่ไปเที่ยวต่างประเทศจะซื้อผลิตภัณฑ์เข้ามาใช้เองโดยไม่ผ่านการตรวจสอบก่อน

ผู้ที่รักสวยรักงามพยายามสรรหาเครื่องสำอางมาบำรุงผิวเพื่อให้ดูใบหน้าอ่อนเยาว์ คงได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่เหมาะสมและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย มิฉะนั้นอาจเป็นโรคสมองฝ่อได้ในภายหลัง

จากการศึกษาวิจัยพบว่าการใช้เซลล์บำบัดเซลล์นั้นได้ผลดีกว่าการรักษาผิวหน้าด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งดีกว่าการทำ โบท็อกซ์และการฉีดคอลลาเจนทุกชนิด เนื่องจากปราศจากผลข้างเคียงใดๆทั้งสิ้น angel secret sheep placenta.