ยากษัยเส้น อาการของโรคกระษัย โรคกระษัยนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 พวก

ยากษัยเส้น อาการของโรคกระษัย โรคกระษัยนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 พวก มี กระษัยโอปาติกะ (คือ เกิดขึ้นมีอาการหลายจำพวก ) กับ กระษัยกล่อน อาการของโรคกระษัยโอปาติกะ กระษัยประเภทนี้ จะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย อาจ จะมีอาเจียน ง่วงเหงาหาวนอน ไม่เป็นอันที่จะทำอะไร ปวดท้องน้อย ปวดเมื่อยไปหมด ซูบผอมลง เหงื่อออกตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า สมองมึนงง ถ้าถูกอากาศเย็นหรือที่ชื้นแฉะหรืออยู่ในน้ำ จะปัสสาวะบ่อย มีอาการจุกเสียด แน่น ปวดท้อง น่องหมดแรง อาการของโรคกระษัยกล่อน (กล่อน ความหมายจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง ชื่อโรคชนิดหนึ่ง) กระษัยประเภทนี้จะมีอาการ เส้นท้องตึง เจ็บสะเอว มือเท้าชา วิงเวียน ตาฝ้าฟาง หูอื้อ ท้องขึ้น/ท้องอืด กินอาหารไม่ได้ มักปวดเสียดแทงตั้งแต่หัวหน่าว ถึง ยอดอก มักมีลำ มีก้อน ตามท้องน้อย และจะถ่วงเป็นก้อนอยู่ที่หัวหน่าว และที่หน้าขาทั้ง 2 ข้าง แล้วเลื่อนลงไปถึงลูกอัณฑะ อัณฑะเกิดฟกช้ำ บวม อักเสบ จับต้องไม่ได้ เพราะเจ็บปวดเป็นก้อน เป็นเถา/เป็นลำ (ก้อนยาว) อาการเหล่านี้ เป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ถ้าเป็นผู้หญิงจะมีอาการเจ็บท้องน้อย ถ่วงคล้ายไส้เลื่อน แต่ในโรคไส้เลื่อนนั้น คนที่เป็นจะกินอาหารได้ และนอนหลับสบาย จะมีอาการเฉพาะเจ็บเสียดท้องน้อย แต่คนที่เป็นกระษัยกล่อน จะหาความสบายไม่ได้ คือจิตใจไม่สบายเหมือนกับคนเป็นโรคประสาท กินไม่ได้ มึนงง/วิงเวียน นอนไม่หลับ ผอมแห้งแรงน้อย ยากษัยเส้น.

ยากษัยเส้น ยาแผนโบราณเขาตรวจเขารักษาอย่างไร? ยาแก้ปวดเมื่อย
การตรวจโรคกระษัย ทางแพทย์แผนโบราณ ใช้วิธีสอบถามอาการ จากคำบอกเล่าของผู้ ป่วย ดูอาการแสดง สอบถามความเป็นมาของอาการ เป็นนานเท่าใด กินนอนได้ไหม เป็นอย่างไร
การรักษาของแพทย์แผนโบราณนั้น เขาจะถือว่าคนที่เป็นโรคนั้น สะสมของไม่ดีไว้ หรือหมักโรคไว้ ต้องถ่ายเอาโรคหรือของเก่าที่ไม่ดีในร่างกายออกมาทิ้งให้หมด แล้วค่อยกินยาไปรัก ษา หรือบำรุงให้ร่างกายแข็งแรงเหมือนเดิม ยากษัยเส้น
เราจึงใช้คำว่า ยารุ/ยาถ่าย (รุ ความหมายจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง ระบายสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป) กับยาบำรุง ซึ่งทำให้คนเข้าใจผิดว่า ทำไมแผนโบ ราณต้องถ่ายกับต้องบำรุง เพราะการมองปัญหา และวิธีแก้ปัญหาแตกต่างกับแพทย์แผนปัจจุบัน

แค่ได้ยินคำว่า “ หมอแผนโบราณ ” คนไข้บางรายอาจถอยหลังหนี เหมือนเช่น คุณลุงอุดม ลดหวั่น ที่เคยปฏิเสธคำว่า “ แผนโบราณ ” มาแล้ว
กระทั่งเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว คุณลุงมีอาการโรคภูมิแพ้ หมอนรองกระดูกเสื่อมอย่างหนัก เพราะได้รับสารเคมีจากการทำสวนเกษตรแบบพุ่มชิด ( ใช้ระยะปลูกน้อยเพิ่มจำนวนต้นในพื้นที่ปลูก ความคุมความสูงโดยตัดแต่งกิ่ง บังคับให้แตกพุ่มด้านข้าง ) ซึ่งความทุ่มเทอย่างหมดตัวหมดใจ ทำให้สวนแห่งนี้กลายเป็นแหล่งดูงานของนิสิตนักศึกษาเกษตรทั้งในและต่างประเทศ
คุณลุงอุดมหมดเงินไปกับการรักษาในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หลายที่ แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น จึงไม่รักษาต่อ เปลี่ยนมาค้นตำราสมุนไพรเก่าๆ ที่เป็นมรดกตกทอดจากพ่อ และก๋งของภรรยาที่เป็นหมอสมุนไพร และเริ่มต้มยากินเองโดยใช้สูตรจากตำราเก่า ซึ่งทำให้อาการทุเลาจนเกือบหายเป็นปกติภายใน 8 เดือน
เมื่อสุขภาพดีขึ้นเพราะกินยาสมุนไพร คุณลุงจึงเกิดความ “ศรัทธา” อย่างเต็มเปี่ยม และขวนขวายหาความรู้ทางแพทย์แผนโบราณเพิ่มเติม โดยการศึกษาจากตำราของ พลเรือเอก ยากษัยเส้น พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งราชนาวีไทย
คุณลุงอุดมเล่าถึงพระประวัติด้านการแพทย์แผนไทยของพระองค์ให้ฟังว่า
“ผมศึกษาประวัติของท่าน ทราบว่าหลังจากลาออกจากกองทัพเรือแล้ว ท่านได้มาเรียนการแพทย์แผนโบราณต่อ ท่านปรุงยาด้วยการใช้ตำรับยาสมุนไพรมาเคี่ยวให้ได้หัวเชื้ยยาเหนียวๆ แล้วปั้นเป็นแท่ง พอคนไข้มาก็นำแท่งยาแต่ละขนานฝนกับน้ำ หรือน้ำซาวข้าวให้กินเลย ต่างจากหมอยาโบราณที่ต้องสับรากไม้เป็นชิ้นๆ นำไปต้มซึ่งต้องใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะได้กินยาถือว่าเป็นการพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง”

หมอแผนโบราณยุค 2007
บ้านหลังน้อยอยู่ในพื้นที่ 30 ไร่ มีพืชสมุนไพรจำพวกไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ไม้พุ่มขนาดแค่เอว รวมถึงไม้คลุมดินเล็กๆ ที่ขึ้นกระจายเต็มพื้นที่ รวมแล้วกว่า 300 ชนิด มีบ่อน้ำขนาดใหญ่ช่วยลดความร้อนของผืนดิน คุณลุงอุดมตั้งชื่อบ้านและสวนแห่งนี้ว่า “สวนสมุนไพรพรอุดม”
ขณะนี้เจ้าของบ้านกำลังปรับปรุงห้องปรุงยายกใหญ่ เพราะเจ้าหน้าที่โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ขอร้องให้ช่วยขยายพื้นที่เพื่อเป็นศูนย์ศึกษาดูงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
เหตุผลที่คุณลุงอุดมได้รับความเชื่อถือจากคนทั่วไปเพราะคุณลุงมีวิธีการปรุงยาตลอดจนการดูแลคนไข้อย่างชาญฉลาดเหมือนเช่นที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ท่านทรงริเริ่มขึ้น ซึ่งเป็นการต่อยอดความรู้แผนโบราณให้ก้าวล้ำเท่าทันโรคภัย
คุณลุงอุดมพูดจาหยอกล้อเราอย่างผู้ใหญ่อารมณ์ดีว่า “ลองมาดูกันว่าหมอโบราณ๊อย่างผมโบราณจริงหรือเปล่า” เราจึงชวนคุณผู้อ่านมาพิสูจน์พร้อมๆ กันค่ะ

ตรวจโรคแบบผสมผสาน
คุณลุงอุดมอธิบายการตรวจรักษาของหมอแผนโบราณที่ทำต่อๆ กันมา เริ่มตั้งแต่การพูดจาประสาคนกันเองว่า เป็นอะไรมา สังเกตท่าทางการเดิน น้ำเสียง สีผิว ฯลฯ ซึ่งเป็นการสังเกตภายนอก และตรวจชีพจรเพื่อฟังการเต้นของหัวใจว่าหนักเบา ช้า หรือเร็วอย่างไร
สำหรับคุณลุงอุดม นอกจากตรวจด้วยวิธีการตามหลักแผนโบราณแล้ว ยังเพิ่มเติมในส่วนของการซักถามถึงผลการตรวจจากโรงพยาบาล เพื่อประกอบการวินิจฉัย อาทิ ค่าน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต
คุณลุงเสริมว่า ค่าการตรวจจากโรงพยาบาลให้ค่าที่มีความละเอียดมาก ดังนั้นถ้ารู้จักนำผลการตรวจทั้งแผนโบราณและแผนปัจจุบันมาวิเคราะห์ร่วมกัน จะทำให้รักษาได้แม่นยำขึ้น ยากษัยเส้น.