racer อาหารเสริมผู้ชาย คุณผู้ชายที่ตกอกตกใจกับสภาวะปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้

racer อาหารเสริมผู้ชาย คุณผู้ชายที่ตกอกตกใจกับสภาวะปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ความต้องการทางเพศ หรือความสนใจทางเพศลดลง การหลั่งน้ำอสุจิผิดปกติ การหลั่งเร็ว หรือหลั่งช้าผิดปกติ เกิดอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ จนไม่สามารถคงความแข็งตัวขององคชาตเพื่อใช้งานได้ ปัญหาทั้งหมดนี้ มักเกิดขึ้นได้ในผู้ชายทั่วโลก ส่วนใหญ่เมื่อเกิดปัญหาก็มักเขินอายที่จะไปพบแพทย์ ต้องบอกก่อนว่า ปัญหาเหล่านี้อาจเกิดซ้ำซ้อนกันได้ เพราะบางรายอาจมีปัญหามากกว่าหนึ่งในเวลาเดียวกัน แต่ข่าวดีคือปัญหาดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ และจะช่วยให้ผู้ชายและคู่สมรส สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติสุขมากขึ้น ปัญหาสำคัญในการเริ่มต้นแก้ไขนั่นก็คือ อย่าอายที่จะนำปัญหาดังกล่าวมาพบแพทย์ หรือไม่ควรคิดว่าไม่มีทางในการรักษา และสุดท้ายก็ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษา ซึ่งหากพูดถึงกลุ่มปัญหาข้างต้น เราจะเรียกกลุ่มโรคนี้ว่า “โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ” ผู้ชายที่มีโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศมักมีปัญหาในการแข็งตัวขององคชาต เพื่อให้เพียงพอในการมีเพศสัมพันธ์ ผู้ชายส่วนใหญ่มีความลำบากในการแข็งตัวขององคชาตเมื่อวันเวลาผ่านไป บางคนมีอาการไม่รุนแรง และนาน ๆ ครั้งจึงจะมีอาการ แต่บางคนมีปัญหารุนแรงมาก และเป็นบ่อยครั้งที่จะมีเพศสัมพันธ์ ปัญหาดังกล่าวนี้จะทำให้ความมั่นใจในตัวเองเสียไป เกิดความกังวลใจ ซึมเศร้า รู้สึกเครียด และรบกวนการมีคุณภาพชีวิตของคู่สมรสเป็นอย่างมาก อุบัติการณ์ในประเทศไทยพบผู้ที่มีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศอยู่ประมาณ 42.18% (อายุระหว่าง 40-70 ปี) racer อาหารเสริมผู้ชาย.

racer อาหารเสริมผู้ชาย สาเหตุของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ มีสาเหตุหลายประการที่เป็นไปได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เรเซอร์ อาหารเสริมผู้ชาย

ปัจจัยทางด้านร่างกาย เช่น เลือดไหลเข้าในองคชาตไม่เพียงพอ มีหลายภาวะที่ลดการไหลของเลือด ซึ่งปัญหาที่พบบ่อยคือ เส้นเลือดขอดหรืออุดตัน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือด และการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของปัญหาดังกล่าว สาเหตุต่อมาคือ องคชาตไม่สามารถเก็บเลือดไว้ได้ในระหว่างการแข็งตัว สาเหตุเกิดจากเส้นเลือดดำรั่ว ทำให้ไม่สามารถคงการแข็งตัวได้ ภาวะนี้เกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุ อีกสาเหตุหนึ่งที่พบคือ การส่งข่าวของเส้นประสาทจากสมองหรือไขสันหลังไม่สามารถส่งมายังองคชาตได้ ซึ่งผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคพาร์กินสัน อาจเป็นสาเหตุของปัญหานี้ การบาดเจ็บหรือการผ่าตัดบริเวณเชิงกรานก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำลายเส้นประสาท ที่มาเลี้ยงองคชาตได้เช่นกัน racer อาหารเสริมผู้ชาย

ปัจจัยทางด้านจิตใจ การมีกิจกรรมทางเพศต้องมีจิตใจและร่างกายทั้งสองอย่างร่วมกัน ปัญหาด้านอารมณ์และความสัมพันธ์สามารถ ทำให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือทำให้อาการแย่ลง ตัวอย่างปัญหาเช่น โรคซึมเศร้า ความขัดแย้งในครอบครัว ความเครียด ความกังวลใจเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศ เป็นต้น

คำถามตามมาก็คือ การแข็งตัวขององคชาตเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ต้องบอกว่าถ้าผู้ชายไม่ได้รับการกระตุ้นทางเพศ องคชาตของผู้ชายจะอ่อนตัว แต่เมื่อมีการกระตุ้นทางเพศ เส้นประสาทจะส่งข่าวให้มีการหลั่งสารเคมีไปเพิ่มการไหลของเลือดเข้าในองคชาต เลือดจะไหลเข้าแกนขององคชาตที่มีสองห้องที่เป็นฟองน้ำอยู่ด้านข้าง กล้ามเนื้อเรียบของห้องฟองน้ำจะคลายตัวและทำให้เลือดไหลเข้าไปและคงอยู่ภายในห้อง ความดันเลือดทำให้องคชาตแข็งตัว เมื่อผู้ชายถึงจุดสุดยอด เลือดจะไหลออกจากองคชาตอีกครั้งและองคชาตจะเริ่มอ่อนตัวลงทันที

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่ามีปัจจัยเสี่ยง?

ส่วนมากปัญหาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ จะพบได้มากในผู้ป่วยที่เป็นโรคต่าง ๆ ดังนี้ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคซึมเศร้า โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคหัวใจขาดเลือดหรือเส้นเลือดหัวใจอุดตัน โรคอ้วน โรคไตวาย รวมทั้งผู้ที่สูบบุหรี่จัด ติดยาเสพติด ได้รับการผ่าตัดบริเวณเชิงกรานหรือฉายแสงรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก

การตรวจวินิจฉัยรักษา

แพทย์จะตรวจวินิจฉัยพิเศษให้ยารักษา หรือผ่าตัดแก้ไขปัญหาการแข็งตัวขององคชาต หากปัญหาเกิดจากระดับฮอร์โมน ก็จะได้รับฮอร์โมนทดแทน หากปัญหาเกิดจากจิตใจ ก็จะส่งไปพบจิตแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีปัญหาทางจิต จิตแพทย์ก็จะช่วยเป็นที่ปรึกษาหรือร่วมแก้ปัญหาได้

สิ่งที่จะได้รับการตรวจเมื่อมาพบแพทย์ ลำดับแรก แพทย์จะทำการซักประวัติ ผู้ป่วยจะต้องแจ้งปัญหา และระบุโรคที่เป็นอยู่ให้ทราบ บางคำถามอาจเกี่ยวกับประวัติทางเพศสัมพันธ์และอาจเป็นคำถามที่ค่อนข้างเป็นเรื่องส่วนตัว คำตอบที่แพทย์ได้รับจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในตรวจวินิจฉัยรักษา

ต่อมา แพทย์จะทำการตรวจร่างกายอย่างระมัดระวัง racer อาหารเสริมผู้ชาย เพื่อดูว่ามีอาการของโรคอื่นด้วยหรือไม่ เช่น ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาท และระบบต่อมไร้ท่อ แพทย์จะทำการตรวจร่างกายโดยการวัดความดัน การตรวจองคชาตหรือลูกอัณฑะ รวมทั้งตรวจต่อมลูกหมาก

ส่วนการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เป็นขั้นตอนการตรวจในลำดับถัดมา แพทย์จะทำการตรวจเลือดเพื่อหาค่าระดับฮอร์โมนเพศชาย ระดับน้ำตาล ระดับไขมันในเส้นเลือด หรือฮอร์โมนธัยรอยด์ ตรวจปัสสาวะ ซึ่งทั้งหมดจะทำให้ทราบถึงปัญหาได้ดียิ่งขึ้น

ปัญหาทางเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งที่อ่อนไหวมาก ทำให้รู้สึกลังเลใจ ไม่มั่นใจที่จะมาปรึกษาแพทย์ ซึ่งจากสถิติพบว่า มีผู้ป่วยโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศจำนวนร้อยละ 14.81 ที่รู้สึกค่อนข้างไม่สะดวกที่จะมาปรึกษาแพทย์ ร้อยละ 13.75 รู้สึกอึดอัดกับการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีเพียงร้อยละ 9.7 ที่รู้สึกค่อนข้างยินดีที่จะเปิดเผยและพูดคุยกับแพทย์ ดังนั้น ควรได้รับการนัดหมายเพื่อตรวจสุขภาพ โดยอาจแจ้งว่ามานัดตรวจเพื่อตรวจสุขภาพชายก็ได้

อีกสิ่งหนึ่งที่จะแนะนำก็คือ คนใกล้ชิดหรือคู่สมรส ควรรับรู้ปัญหาร่วมกัน เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน คู่ชีวิตจึงควรให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ต้องไม่ทิ้งปัญหาไว้แก้แต่เพียงผู้เดียว ให้ระลึกว่าปัญหาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศเป็นสิ่งที่รักษาได้

ทิ้งท้ายไว้ว่า การรักษาที่ดีที่สุดสำหรับโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศก็คือ ทั้งคู่ยอมรับการรักษาร่วมกันและให้กำลังใจกัน ฉะนั้น..มาร่วมแก้ปัญหากันเถอะ racer อาหารเสริมผู้ชาย.

snowz gluta คำถามสุดฮิตประจำสัปดาห์นี้ได้แก่ อาหารเสริมยี่ห้ออะไรที่กินแล้วขาวบ้าง

snowz gluta คำถามสุดฮิตประจำสัปดาห์นี้ได้แก่ อาหารเสริมยี่ห้ออะไรที่กินแล้วขาวบ้าง สำหรับเรื่องความงามความสวยความงามอะไรทั้งหลายแหล่ ที่เราจะมาอัพเดตกันในวันนี้ เราจะมาพูดสั้นๆคร่าวๆกระชับ จับใจความได้ ง่ายๆแล้วจบแยก! นะคะเอาแบบความรู้เน้นๆเต็มๆ หลายๆคนนั้นมักจะถามว่าอาหารเสริมยี่ห้อไหนกินแล้วดีบ้าง ถ้าให้ตอบตอบเลยค่ะ ไม่รู้ค่ะ! จริงค่ะ ไม่รู้ค่ะเพราะดิฉันไม่ได้เป็นคนลองทุกๆยี่ห้อและอาหารเสริมบนโลกใบนี้มีเป็นล้านยี่ห้อเลยค่ะ ทำขึ้นมาผลิตขึ้นมาเรื่อยๆเพราะฉะนั้นตอบไม่ได้ค่ะ ถ้าถึงรู้ สมมุติว่าตัวฉันเองฉันใช้แล้วโอเค แต่ใช้กับคุณไม่โอเคแบบนี้ก็ไม่เวิคร์ใช่ไหมละคะ เพราะฉะนั้นตอบตามความจริงค่ะ ไม่รู้ ต้องลองเองค่ะอาหารเสริมสมัยนี้มันมีเยอะแต่ถ้าให้แนะนำพอแนะนำได้ค่ะ แนะนำเป็นพวกที่มีส่วนผสมของผลไม้ ไม่ว่าจะเป็น เกรพซีด ส่วนผสมของอาหารเสริมที่สกัดจากผัก แครอท มีส่วนผสมที่เป็นธรรมชาติไม่เน้นพวกสารเคมีหรือสิ่งแปลกปลอมมากไป อันได้แก่กลูต้าเอย หรือสารต่างๆที่เป็นสารปรอท สารขาวต่างๆมากไป บางคนนั้นอยากจะขาวเน้นจะยัดแต่ กลูต้า หรือสารขาวๆทั้งหลายที่ต้องฉีดต้องกินจริงๆแล้วการจะขาวใช่ว่าจะต้องทำลายเม็ดสีเมลานินเสมอนะคะ ร่างกายเรามีการสร้างเม็ดสีเมลานินผิวในทุกๆวันเพราะฉะนั้นแล้วการไปทำลายก็เหมือนการฝืนธรรมชาติชั่วคราว ถ้าตัวยาหมดคุณก็จะกลับมาดำแบบนี้หรอคะ?? ถ้าคุณไม่ใช่สาวเก่งมีเงิน หรือทำงานด้านความงามวงการพริตตี้ จะต้องซื้อกินทุกเดือน ไหวไหมคะ เสียเงินกับค่ายาทุกเดือนตลอดชีวิต ก็ทำไมอ่ะ!อยากขาวหนิ ทำนองนั้น คงไม่ไหวมั้งคะ snowz gluta.

snowz gluta แนะนำ ลองหาอาหารเสริมที่บำรุงพวก ผิวพรรณแต่เน้นเป็นพวกสารสกัดจากผัก จากผลไม้ธรรมชาติมีส่วนผสมของผลไม้หรือแลดูว่ามันไม่น่าจะช่วยเรื่องขาวได้ นั่นละค่ะ ตัวท็อปเลย เพราะการบำรุงที่ถูกวิธีคือบำรุงจากภายใน กลูต้ามันคือทางลัด แต่การจะขาวจริงๆคือต้องรู้จักบำรุง และสร้างเม็ดผิวที่ดีหรือปรับสภาพผิว กลูต้าจะไม่มีการปรับสภาพผิวค่ะเรียกว่าปรับไม่ได้เรียกว่าทำลายแหลกลูกเดียว อาหารเสริมบางตัวก็ทำลายแหลกลูกเดียวเช่นกัน แต่สำหรับ อาหารเสริมที่เน้นพวกธัญพืชหรือ สกัดจากผักผลไม้จากสารสกัดดีๆที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณความงามและสุขภาพด้วยนั้น นอกจากจะช่วยเรื่องขาวแล้วยังช่วยเรื่องสุขภาพเป็นกระบวนการการปรับสภาพผิวตามลำดับเพราะฉะนั้นมันแตกต่างกันมากค่ะ! คำตอบเลยคือแนะนำพวกอาหารเสริมเกี่ยวกับ การบำรุงมากกว่า เน้นขาวค่ะ ไม่ต้องเน้นมากไป เอาแบบบำรุงสุขภาพด้วยและได้ผิวพรรณที่ดีมีประโยชน์กับตัวเราด้วย สโนว์ กลูต้าไธโอน

วิธีดูแลผิว และทำให้ขาวขึ้นนั้นทำได้ จขกท พิสูจน์มาแล้ว แต่ต่อไปนี้จะเป็นสูตรที่เร่งรัดและผิวสามารถขาวขึ้นมาได้อย่างน้อย 1/4 ของเฉดเดิม (น่าสนใจล่ะสิ) ซึ่งก็ได้ไปเสาะหามาและทำหลายอย่าง น่าจะมีดังนี้ snowz gluta

1.ตื่นเช้ามาให้กินน้ำมะเขือเทศปั่น 3 ลูก ต่อ 1 แก้ว (ฝืนตั้งนาน)

2.ขัดผิวด้วยสครับขัดผิว น่าจะพวก(ถ้าซื้อตามOTOP) เป็นแบบสำเร็จรูป ได้แก่ ผงขมิ้นขัดผิว ครีมขัดผิวมะขามเปียก ผงขัดผิวว่านนางคำ(อันนี้ขาวแบบตำราโบราณ) ส่วนถ้าเป็นขัดผิวแบบสมัยใหม่จะใช้ scrub ยี่ห้ออะไรก้ได้ (จขกทหาซื้อตาม watson boot บลาๆ) หรือจะทำเอง อันนี้เจ๋งสุด ให้ผสมน้ำตาลทรายกับน้ำผึ้งคนให้เข้ากันอัตราส่วน 1/1 มาขัดผิว หอมน่ากินมาก >< แล้วต้องขัดผิว 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ เพราะว่ามันจะขัดขี้ไคลเก่าและเซลล์ผิวดำๆของเราออกไป

3.ทาครีมกันแดดตั้งแต่ SPF 30 PA ++ ขึ้นไป ทั้งหน้าและตัว แต่ของหน้าต้องทา SPF 15 ก่อน เพื่อที่จะเป็น DNA guard จากนั้นค่อยเพิ่มที่ละ 15 ดังนี้ 15>30>45>60 หรือถ้าไม่อยากวุ่นวายให้ 15>30>60 (อันนี้จะง่ายกว่า) ที่ต้องทำอย่างนี้เคยไปปรึกษาหมอเค้าบอกว่า มันจะปกป้องหลายชั้น และมันจะชัวร์กว่าเวลาออกแดด ไม่ต้องทาซ้ำทุก 2 ชม. และไม่ทำให้ผิวคล้ำ หมอง หรือแดงเวลาออกแดดด้วย(สำหรับเมืองไทย) สรุปคือหน้าเราจะมีทั้ง SPF 15 SPF 30 SPF 60 PA+ PA++ PA+++ (เลิศเว่อ)

4.หมั่นไปทำทรีทเมนท์บ่อยๆเพื่อรักษาชั้นผิวและบำรุงผิวให้ดี (เวลาเป็นสิวมันจะหายเองเร็ว) และใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ Whitening,AHA/BHA,VitE,VitC ยิ่งครีมที่มีพวกกรดผลไม้ หรือกรดสังเคราะห์ (หาอ่านพวก Critic acid) ทำนองนี้ มันจะผลัดผิวเก่าได้ดี และทำให้ผิวขาวเนียนขึ้นไว

5.ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว อันนี้ขาดไม่ได้ เพราะจะทำให้ผิวเปล่งปลั่งจากภายใน และขับถ่ายของเสียส่วนเกินออกจากร่างกาย รวมไปถึงออกกำลังกายให้สม่ำเสมอด้วย อย่างน้อย 3ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที

6.ทานผักผลไม้เป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะแครอทและมะเขือเทศ เพราะมีสารเบต้าแคโรทีนกับไลโคปีน ช่วยบำรุงผิวพร้อมต่อต้านอนุมูลอิสระ (สารสีในผลไม้พวกนี้จะทำให้ผิวมีสีและมีเลือดฝาดมากขึ้นเมื่อทานเยอะๆ)

7.การทาครีมกันแดดต้องทาหลังอาบน้ำเสร็จเลย เพราะหมอแนะนำมาว่าขนาดวันที่ฝนตก หรือเมฆหนา UVB สามารถผ่านชั้นเมฆมาได้ หรือสะท้อนคอนกรีตบ้านเราได้ ดังนั้นขนาดเราอยู่บ้านเฉยๆไม่ได้ไปไหน มันก็ดำได้ เราจึงต้องทาครีมตอนก่อน 7.00 น. เลย ก่อนแดดออก แล้วก็หลีกเลี่ยงแสงแดดนานๆ เวลา 10.00-14.00 ช่วงนี้จะแดดจัดที่สุด

8.ตั้งใจและเข้มแข็ง ถ้าอยากผิวขาวต้องแน่วแน่และทำตาม จขกท ให้ได้ครบถ้วนทุกๆข้อนะคะ

คนที่ชอบขัดพอกผิวตัวมากๆๆนะเพราะเชื่อว่ามันขาวอ่ะลองมาเยอะมากนะแต่มาจบที่สูตรนึงว่าเออ..มันขาวจริงแหะเลยบอกต่อ..ตามชื่อเรื่องนะ…วันเดียวขาว จริงๆ!!

สูตรนี้ทำสัก1-2ครั้งต่ออาทิตย์นะ ทำมากไปผิวบางไวต่อแดดนะเออ5555+

ส่วนผสม

1 มะขามเปียกแช่น้ำ….ปริมาณสัก3-4ฟักพอนะ จขกทใส่น้ำลงไปประมาณสัก3-4ช้อนโต้ะนะไม่มากแต่ในรูป จขกท เอามาจากเน็ตจะเพราะจะหนักนมไม่หนักน้ำนะ !! 🙂

2 นมสดรสจืด..เราใช้เมจิจ่ะเพราะว่าเรากินด้วย!!55+ แต่จริงๆยี่ห้ออะไรก็ได้นะได้หมด พร่องมันเนยยิ่งดีไขมันจากนมจะได้ไม่อุดตัน รู……ขุมขน แหม่!!!! จขกท พาเสียว5555 แอบติดเรท55
จขกท ใส่ไปให้ท่วมมะขามมานิดนึงนะจ้ะ

3 มะนาว หั่นเป็นซี่ๆซี่นึงก็พอจ้าาาา

4 น้ำผึ้งสวนจิตรลัดดา ซื้อได้ตามเซเว่นทุกสาขานะค้าบบบใส่ไปสัก2-3ช้อนชานะ

5 เบบี้ออย สีชมพูจ้า ใส่สัก 2-3 หยดพอนะก็ซื้อได้ตามช๊อปทั่วไปเลย
แล้วก็มนุษย์ๆๆๆๆๆๆๆๆนะ ????? คนไง แอ๊ะแอ๋ 5555 คนให้เข้ากันๆ

ขั้นตอนการขัดนะ

1 อาบน้ำนะ จขกท ใช้สบู่เบนเนทจ้าใช้ดีมากๆๆ เซเว่นก็มีขายนะ

2 ขัดผิวด้วยเกลือโยโกะอ่ะ อยากจะบอกว่ากลิ่นมันหอมรันจวนใจมาก แบบอยากินเข้าไปอ่ะจริงๆๆ เปิดมาทีน้ำลายหก !!555กลิ่นมันคือนมอัดเม็ดหอมๆ แบบพวกขนมครีมนมอ่ะ นึกดู
กลิ่นน่ากินฝุดๆเลยอ่ะจ้า… 🙂 ขัดถูเป็นวงกลมๆๆ ทิ้งไว้สัก 2-3นาทีแล้วล้างออกนะจ้าาาแล้วก็ฟอกด้วยสบู่อะไรก็ได้อีกทีจ้า

3 พอกไปเลยจ้ามีเท่าไหร่พอกๆๆขัดๆๆๆทิ้งไว้สัก 10-15 ระหว่างรอ snowz gluta แปลงฟัน..สระผม..ร้องเพลง..หลับ..ZzZzzZ55555 อาจจะยิบๆหน่อย เพราะมีกรดahaธรรมชาตินะไม่ใช่อาการแพ้แต่เพราะมะขามมันช่วยผลัดเซลล์ผิวปกติ..อย่าตกใจ
แล้วล้างออก
4ขั้นตอนสุดท้ายโบกครีมไปเลยจ้าแต่ จขกท ใช้ นีเวียสีส้มอ่ะถามว่าใช้ดีไหม มันก็เฉยนะสำหรับเรา5555แต่เราเสียดายมันเลยใช้ไป5555

แล้วก็เข้านอนปิดไฟ
ตืนมาอาบน้ำไป ร.ร. จขกท ขึ้น รถรับส่งนักเรียนตื่นเช้าหน่อยวันนั้นเราเอาแขนไปเทียบกับน้องคนนึงเป็นลูกครึ่งอ่ะผิวขาวๆ ปรากฏว่าเราขาวเท่าน้องแล้ว เย้ เราดีใจมากวันก่อนวัดกันสีผิวเรายังดำกว่าน้องอีก2-3ระดับเลย เราดีใจมากๆ แฮร่ๆๆๆ
อ่าๆๆๆอย่าพึ่งไปมีทริปส่งท้ายมาบอกเกี่ยวกับความขาว

1 ถ้าเราจะขัดพอกอะไรควรพอกตอนกลางคืนนะดีที่สุดตื่นเช้ามาทากันแดดนะ ผิวเราจะได้ไม่ไวต่อแดด

2 สำคัญมากหลายๆคนพูด ออกไปไหนทากันแดดตลอดๆนะจ้ะ บานาน่าโบ๊ทสีเขียวดีสุดพูดเลยจ้าาาหลายรีวิวรวมถึง จขกท 555555

3 พยามใส่ชุดปกป้องแสงแดดด้วยก็ดีนอกจากแดดยังทำให้คุณตัวดำแล้วแสงแดดยังสามารถทำให้คุณเป็นมะเร็งผิวหนังอีก โอ้แม่เจ้าาา สรุปกันไว้ดีกว่าแก้จ้าาาา

4 เชื่อเราดื่มน้ำเยอะๆดีสุดผิวขาวใสอันนั้ยืนยันยัดเข้าไปวันละสองลิตร สู้ๆ snowz gluta.

กิงโกะ บิโลบา โทษมหันต์ของแปะก๊วย อย่างที่บอกว่าทุกสิ่งมีสองด้านดีและร้าย

กิงโกะ บิโลบา โทษมหันต์ของแปะก๊วย อย่างที่บอกว่าทุกสิ่งมีสองด้านดีและร้าย แปะก๊วยก็เปรียบเหมือนดาบสองคม หากใช้ไม่ดีก็มีโทษมหันต์เลยค่ะ เพราะมีผลไปขัดขวางการเกาะกันของเกร็ดเลือด ดังนั้นผู้ใช้ยาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด (Anti- oagulants) เช่น ยา warfarin และคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดต้องระวังให้ดีค่ะ อีกทั้งหากรับประทานสารสะกัดแปะก๊วยมากเกินไปอาจมีผลข้างเคียงทำให้ ปวดศีรษะ, มึนงง, เวียนศีรษะ ทางเดินอาหารปั่นป่วน หรืออาจเกิดอาการแพ้ทางผิวหนัง, ระบบหายใจและหลอดเลือดผิดปกติ ง่วงซึม ระบบการนอนหลับก็ปั่นป่วนไปด้วย ด้วยเหตุนี้ทาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จึงได้ระบุข้อกำหนดในการใช้สารสกัดจากใบแปะก๊วย ดังนี้ (1) ในการใช้สารสกัดแป๊ะก๊วยเป็นยาแผนปัจจุบัน จะต้องมีข้อบ่งใช้สำหรับผู้ที่เป็นโรคเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ รวมทั้งโรคของหลอดเลือดในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน และการไหลเวียนของเลือดบริเวณผิวหนังผิดปกติ โดยจัดเป็นยาอันตราย ต้องขายเฉพาะในร้านขายยาแผนปัจจุบันและไม่ให้มีโฆษณาสรรพคุณต่อสาธารณะ กิงโกะ บิโลบา.

กิงโกะ บิโลบา (2) ในการใช้สารสกัดแป๊ะก๊วยเป็นยาแผนโบราณ ให้ขึ้นทะเบียนในลักษณะผสมกับสมุนไพรตัวอื่นๆ มีสรรพคุณบำรุงร่างกาย และอนุญาตสรรพคุณของตำรับเป็นยาบำรุงร่างกาย สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย

(3) ในการใช้สารสกัดแป๊ะก๊วย เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม จะต้องได้รับใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารและจะต้องไม่ระบุสรรพคุณใดๆในการบำบัดรักษาโรคเลย” ginkgo biloba

สรุปว่าอยู่บนพื้นฐานความพอดี รับประทานบ้างให้พอเหมาะ จะใบ จะเมล็ด นำมาปรุงอาหารให้สะอาดๆแล้วทาน หรือจะพึ่งสารสะกัดก็เลือกที่มีคุณภาพ แล้วทานตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเป็นดีที่สุด…ขอให้ชาว Food&Health ทุกคนมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ กิงโกะ บิโลบา

แปะก๊วย” เป็นที่รู้จักกันทั่วไป โดยเฉพาะอยู่คู่กับพี่น้องชาวจีนในประเทศไทยตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ถ้าหากเราไปกินเลี้ยงโต๊ะจีน จะต้องเห็นแปะก๊วยในอาหารคาวและหวานเสิร์ฟบนโต๊ะอาหารอย่างแน่นอน แปะก๊วยจึงเป็นทั้งอาหารและยาที่มีที่มีถิ่นกำเนิดมาจากเมืองจีน โบราณจีนมีคำกล่าวขานต่อกันเรื่อยมาว่า ในบรรดาสัตว์นั้น เต่ามีอายุยืนที่สุด มีสถิติว่าอายุยืนเป็น 200 ปี

ส่วนพืช เราเคยรู้มาแต่ว่า ต้นสนอายุยืนที่สุด แต่โบราณจีน มีสถิติว่า ต้นแปะก๊วยอายุยืนที่สุด ในสมัยราชวงค์หมิงบันทึกไว้ว่า มีอายุนานกว่า 3,000 ปี ชาวบ้านมักเรียกกันว่า “ต้นไม้ปู่ทวด” พอเด็กโตมาก็จะรับรู้ว่าต้นแปะก๊วยแก่ๆ อายุยาวนานที่หน้าบ้านปลูกตั้งแต่รุ่นทวดตกทอดมา ทุกส่วนของต้นแปะก๊วยล้วนมีประโยชน์ เป็นได้ทั้งอาหารและยา แต่ที่นิยมใช้กันในครัวเรือนกันมากเห็นจะเป็นเม็ดแปะก๊วยเสียมากกว่า โดยเฉพาะวันตรุษวันสารทจีน จะต้องมีแปะก๊วยแจมด้วย อีกทั้งการปรุงอาหารจีนหรือขนมบางชนิดจะขาดแปะก๊วยไม่ได้ แม้จะมีรสชาติขมบ้าง มีพิษด้วย แต่ผู้คนก็ยังชอบบริโภค ดังนั้นเราๆ ท่านๆ จึงควรเรียนรู้ในการกินแปะก๊วยอย่างไรให้ปราศจากพิษ และได้ประโยชน์

แปะก๊วยมีสรรพคุณทางยาที่ดีมากตรงไหน

ตรงที่แก้หอบหืด แก้ไอ มีฤทธิ์สุขุม รสหวาน ขม เข้าเส้น ปอด จึงช่วยในเรื่องหอบหืดเป็นอันดับแรก ถ้าเรามีอาการทั้งไหทั้งหอบ กินแปะก๊วยจะช่วยได้ดี

ช่วยขับของเสีย ระบายปัสสาวะขับชื้น ดังนั้นการกินแปะก๊วยในโรค ความดันโลหิตสูง กิงโกะ บิโลบา ไขมันในเลือดสูง โรคเลือดสมองและหัวใจ นอนไม่หลับจากเส้นเลือดมีปัญหา จึงได้ผลดี

ช่วยรักษา มือเท้าแห้งแตกระแหง ใช้แปะก๊วยดิบ ปอกเปลือกนอกที่แข็งๆ ออก ตำให้ละเอียด ทาบริเวณที่แตกทุกคืน

ช่วยรักษา แมงกินฟัน ใช้แปะก๊วยดิบเคี้ยวหลังอาหาร 2 เม็ด แต่ห้ามกลืน เพราะแปะก๊วยแม้จะมีสรรพคุณดี แต่พิษก็มาก

ช่วยแก้เมาเหล้า โบราณสอนว่า “แปะก๊วยดิบช่วยแก้เมาเหล้า แปะก๊วยสุกบำรุงร่างกาย” แต่เนื่องจากพิษมากไม่ควรกินมาก

กินแปะก๊วยอย่างไรให้ปลอดภัย

เนื่องจากเม็ดแปะก๊วยมีสารที่ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย 2 ชนิด ดังนั้นจึงไม่ควรกินเกินปริมาณ ไม่ควรกินเกิน 10 กรัม เท่ากับ 5-6 เม็ด

สารมีพิษที่ว่านี้ถ้าเจอน้ำและเจอความร้อน พิษจะน้อยลง สังเกตไหมว่า แปะก๊วยจะไม่มีชนิดคั่วเลย เพราะคั่วไม่มีน้ำ พิษไม่ได้เจือจางไปกับน้ำ

อาการติดพิษแปะก๊วยแสดงออกอย่างไร

ปวดศีรษะ ตัวร้อนเหมือนเป็นไข้ อาเจียน หนักกว่านั้นก็หมดสติได้ เมื่อสารทจีนที่ผ่านมา มีวันหนึ่ง เด็กที่บ้านหลังกินอาหารมื้อเย็นด้วยผัดกระเพาปลาแล้ว ก็ตามด้วยกินแปะก๊วยต้มเข้าไป 7-8 เม็ด ต่อจากนั้นกินลำไยต่ออีก5-6 เม็ด ไม่นานรู้สึกตัวร้อนมาก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่ร้อน คิดว่าอาจเพราะกินลำไย จึงชงเก๊กฮวยแก้ร้อนกิน ไม่นานรู้สึกคลื่นไส้อยากอาเจียน ผ่านไป 20 นาที อาเจียนออกหมดไส้หมดพุง แสบร้อนไปทั้งหน้าอก หลังจากกินยากระเพาะแล้วอาการต่างๆ หายไป และอาเจียนครั้งเดียวก็ไม่อาเจียนอีกเลย กิงโกะ บิโลบา.

phyteney หลายคนเลือกใช้วิธีลดน้ำหนัก เช่น “ลดปริมาณอาหารอย่างสุดโต่ง

phyteney หลายคนเลือกใช้วิธีลดน้ำหนัก เช่น “ลดปริมาณอาหารอย่างสุดโต่งควบคุมปริมาณแคลอรีไม่กินของที่จะทำให้อ้วน”
ความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นสาเหตุทำให้ผอมยากครับ เราจะต้องมาปรับความคิดใหม่นะครับ ไม่ใช่ว่า ไม่กินแล้วจะผอมได้ แต่ต้องเป็น “เพราะไม่กินก็เลยอ้วน” สาเหตุก็เป็นเพราะร่างกายไม่ได้รับสารอาหารเข้าไป หรือไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายเข้าใจผิดว่านี่คือ “ภาวะขาดอาหาร” ร่างกายจึงลดการเผาผลาญพลังงาน การลดย่อยเพื่อรักษาชีวิตให้อยู่ต่อไปได้ การควบคุมอาหาร ส่วนที่เราไม่ได้กินเข้าไป ทำให้น้ำหนักลดลงนั่นก็จริงอยู่ครับ แต่การทำงานของกระเพาะก็จะตกลงด้วย เมื่อร่างกายเข้าใจผิดว่านี่คือภาวะขาดอาหาร ทำให้ลดการเผาผลาญ ไขมันก็ไม่ถูกเผาผลาญออกไป สุดท้ายจึงส่งผลให้ผอมยากครับ ตอนที่ร่างกายย่อยอาหาร, ดูดซึม และเผาผลาญ ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานค่อนข้างมาก ซึ่งแคลอรีก็จะถูกเผาผลาญในเวลานั้นนั่นเอง ดังนั้นแค่เรากินให้ดี กระเพาะก็จะทำงานได้เต็มที่ และเผาผลาญไขมันได้ครับ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกินอะไรก็ได้ตามใจชอบนะครับ
ไม่กินแต่อาหารไร้แคลอรี หรือแคลอรีต่ำอย่างเดียว ! phyteney.

phyteney การกินที่เอาแต่กินของแคลอรีต่ำ หรือไม่มีแคลอรี เช่น บุก, วุ้น หรือเครื่องดื่มแคลอรี 0% ไม่ค่อยกินเนื้อสัตว์, คาร์โบไฮเดรต หรืออาหารที่มีน้ำมัน เป็นการกินที่ไม่ถูกต้องครับ ไฟทินี่
เพราะจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร ระบบการย่อย การดูดซึม และการเผาผลาญแย่ลง และพอร่างกายไ่ม่ได้รับพลังงาน จึงไม่มีการเผาผลาญทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิต่ำลง ทำให้ร่างกายสะสมไขมันไว้ได้ง่าย และทำให้เผาผลาญออกได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ครับ
การกินอาหารที่มีแคลอรีต่ำ หรือ 0% ในการลดน้ำหนักนี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ถ้ากินแต่ของเหล่านี้อย่างเดียว ร่างกายก็อาจจะขาดสารอาหารได้ครับ
น้ำมันก็เป็นเพื่อนกับการลดความอ้วนได้ กินให้ถูก กินให้เหมาะ phyteney
คนส่วนใหญ่มักคิดว่า “น้ำมัน” นั้นเป็นศัตรูกับการลดความอ้วน แต่ถ้าเรารู้จักเลือกชนิดของน้ำมันที่มีคุณภาพดี น้ำมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรครับ
น้ำมันที่มีคุณภาพดี ได้แก่ น้ำมันที่ทำมาจากพืช (น้ำมันมะกอก, น้ำมันเมล็ด perilla, น้ำมันงา, น้ำมันลินิน) น้ำมันเหล่านี้จะช่วยปรับความสมดุลของฮอร์โมนเพศหญิง และฮอร์โมนที่อยู่ในสมอง
ดังนั้นน้ำมันจึงมีส่วนช่วยบรรเทาอาการหงุดหงิด และช่วยป้องกันการกินอย่างบ้าคลั่งได้ครับ
น้ำมันพอถูกความร้อน จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ดังนั้นควรเป็นน้ำมันที่ไม่ผ่านการทำให้ร้อนครับ
ในวันหนึ่งๆ อาจใส่น้ำมันสัก 2-3 ช้อนชาลงในสลัด, ของต้ม, ซุปมิโซะ หรือซุปอื่นๆ หรืออาจจะเป็นอะโวคาโด หรือถั่วก็ได้ครับเพราะสิ่งเหล่านี้มีน้ำมันคุณภาพดีอยู่มาก
กินเนื้อแล้วมาผอมกัน !
ความคิดที่ว่า กินเนื้อสัตว์ = อ้วน นั้นผิดนะครับ โดยเฉพาะ “เนื้อแดง” เพราะจะมีสาร แอลคาร์นีทีน (L-carnitine) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญ ช่วยเผาผลาญไขมัน ถ้าเรียงลำดับเนื้อสัตว์ที่มีสารแอลคาร์นีทีนจากมากไปน้อย จะได้แก่ เนื้อวัวหรือเนื้อแกะ > เนื้อหมู > เนื้อไก่ ดังนั้นในช่วงลดน้ำหนักอาจเลือกกินเนื้อวัวสันในก็จะช่วยได้ครับ
เนื้อสัตว์ยังเป็นแหล่งโปรตีนที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ phyteney พอกล้ามเนื้อเพิ่ม ก็จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญให้กับร่างกายได้ครับ
นอกจากนี้ในเนื้อสัตว์ยังมีสารไทโรซีน (tyrosine) ซึ่งช่วยควบคุมความอยากกินของหวานได้ ดังนั้นในช่วงลดความอ้วนคนที่รู้สึกอยากกินของหวานบ่อยๆ อาจเป็นไปได้ว่าคุณกินเนื้อสัตว์ไม่เพียงพอ ยิ่งถ้ากินคู่กับเครื่องเทศต่างๆ (ขิง, กระเทียม, กุยช่าย) ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันได้ครับ
ข้าวไม่ได้ทำให้อ้วน !
โดยเฉพาะสาวๆ นะครับ หลายคนคิดว่า “กินข้าวแล้วอ้วน กินขนมปังดีกว่า” ความจริงแล้วเมื่อเทียบกับขนมปัง ข้าวอ้วนได้ยากกว่าครับ
ข้าวที่คนญี่ปุ่นกินมาตั้งแต่สมัยโบราณ ถือว่าเหมาะกับร่างกายของคนเรา ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ถ้ากินเป็นปกติก็ไม่ต้องกลัวเรื่องอ้วนครับ
กลับกันหากเรากิน ขนมปัง, พาสต้า หรืออุด้ง ที่เส้นทำมาจากแป้งสาลี จะแตกตัวได้ยาก ส่วนที่ไม่แตกตัวหรือถูกย่อยจะไปสะสมอยู่ที่ผนังด้านในลำไส้
ถ้าเป็นอย่างนั้นลำไส้ก็จะทำงานได้ไม่ดี การเผาผลาญตกลง ทำให้ลดความอ้วนไม่ค่อยได้ผล และในข้าว เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวขาว ข้าวกล้องจะมีเกลือแร่, วิตามิน และเส้นใยอาหารมากกว่า ใครที่ยังไม่คุ้นเคยกับข้าวกล้อง ช่วงแรกให้ลองผสมกับข้าวขาวกินดูก่อน แล้วค่อยๆ ลดปริมาณข้าวขาวลงนะครับ
กำจัดความเครียดเพราะ “อยากผอม”
การลดความอ้วนแบบชอบอด หรืองดอาหาร “งดของหวาน” “ห้ามกินของทอด” “ลดคาร์โบไฮเดรต” เหล่านี้ เป็นวิธีที่ทำไม่ได้ไปตลอด การลดความอ้วนก็จะไม่สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากจะเครียดกลัวอ้วนแล้ว ยังเครียดไปถึงเรื่องอาหารด้วยแบบนี้ ถือเป็นศัตรูของการลดความอ้วนด้วยครับ
ถ้าร่างกายรู้สึกถึงความเครียดจากร่างกายหรือจิตใจ ร่างกายจะเข้าใจผิดว่านี่คือภาวะอดอาหาร ทำให้ต้องเก็บสะสมไขมันไว้ใช้เป็นพลังงานเพื่อให้ร่างกายอยู่รอด
นอกจากนี้ความเครียดยังเป็นสาเหตุทำให้ประสาทส่วนกลางเสียสมดุลไป และสิ่งนี้แหละที่จะทำให้ไม่ผอมสักที “ลดความอ้วนด้วยวิธีที่ทำได้ตลอด” “ไม่ตกใจกับน้ำหนักที่เปลี่ยนไป” “กินอาหารที่มีสารอาหารอย่างอร่อย” “ทำกิจกรรมเพิ่มเหงื่อน” “เป็นมนุษย์ตอนเช้า” พักผ่อนให้เพียงพอ” ไปพร้อมๆ กับสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ไ่ม่เครียด รักษาการทำงานของสมองส่วนกลางไปพร้อมๆ กัน ก็จะทำให้สามารถสร้างหุ่นสวยได้ครับ phyteney.

actifmind อาหาร-บำรุงสมอง_แอปเปิ้ล กลิ่นของแอปเปิ้ลสามารถช่วยผ่อนคลาย

actifmind อาหาร-บำรุงสมอง_แอปเปิ้ล กลิ่นของแอปเปิ้ลสามารถช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ 10. แอปเปิ้ล ในแอปเปิ้ลนั้นมีสารที่ชื่อว่า “อะเซทิลโคลีน” ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของสมอง ทำให้เรื่องการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และความจำดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้คืออาหาร บำรุงสมอง ชั้นเยี่ยม ที่สามารถหามาทานกันได้ไม่ยากนัก แถมยังราคาไม่สูงด้วย คนที่สนใจก็ลองไปทานอาหารเหล่านี้กันดูนะ จะได้มีสมองที่ดีและมีความจำที่ยอดเยี่ยม การเลือกรับประทานอาหารที่ดี เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยบำรุงสมอง เริ่มต้นดูแลสมองของคุณด้วยอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อสมองและความจำจะได้อยู่กับเราไปนานๆมอง 1.ปลา มีกรดไขมัน และโมเมก้า 3 ช่วยสร้างและดูแลผนังเซลล์ประสามสมอง 2.สาหร่ายทะเล มีโอเมก้า 3 เช่นกัน และยังช่วยให้เส้นผมดกดำอีกด้วย 3.กระเทียม ช่วยให้อารมณ์ดี ลดความเครียดและช่วยเรื่องความจำ 4.ถั่วเหลือง มีสารไฟโตเอสโตรเจน ช่วยให้เซลล์ประสาทแข็งแรง 5.กล้วยหอม ช่วยกระตุ้นสารเซโรโทนันให้กับสมองและยังช่วยบำรุงร่างกาย 6.สตรอเบอรี่ สีแดงมีสารแอนโทไซอะนิน จัดเป็นแอนติออกซิเดนท์ที่ทรงพลัง ช่วยดูแลเซลล์สมอง 7.ผักปวยเล้ง มีกรดโฟลิกสสูงมาก ใช้ให้อารมณ์ดี หลับง่าย ป้องกันโรคซึมเศร้า ประสาทหลอนและความจำเสื่อม actifmind.

actifmind 20 อาหาร เพื่อสมองสดใส (Lisa) แอคทีฟมายด์

เมื่อเร็ว ๆ นี้เห็นมีข่าวเด็กไทย IQ ต่ำ เพราะว่าขาดไอโอดีน แต่รู้มั้ยว่านอกจากนั้นแล้ว สมองของเรายังต้องการสารอาหารอีกมากมาย เพื่อให้เฉียบแหลมอยู่เสมอ

1.บลูเบอร์รี่

ลูกเบอร์รี่ต่าง ๆ คือหนึ่งในอาหารที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์เรา และบลูเบอร์รี่ก็ดีต่อสมองมาก ๆ เนื่องจากมีใยอาหารสูงแต่ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ หมายความว่า ผู้ป่วยเบาหวานก็กินได้โดยที่ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเฉียบพลัน เคยมีการศึกษามากมายที่ชี้ว่า มันจะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ ช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น สิ่งที่ต้องระวังก็คือให้เลี่ยงบลูเบอร์รี่เชื่อม หรืออบแห่งเท่านั้นล่ะค่ะ actifmind

2.แซลมอนธรรมชาติ

กรดไขมันจำเป็น โอเมก้า-3 เป็นสิ่งที่สำคัญต่อสมองมาก ไขมันที่มีประโยชน์นี้มีความเกี่ยวพันกับสติปัญญา ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า ชะลอความเสื่อมถอยของระบบประสาทส่วนกลาง พัฒนาความจำ ทำให้อารมณ์ดี และลดโอกาสเกิดโรคซึมเศร้า หรือโรคสมาธิสั้น แต่ถ้ามีโอกาสก็ให้เลือกแซลมอนตามธรรมชาติดีกว่าแซลมอนจากฟาร์มเลี้ยงนะคะ

3.ทับทิม

คนรักทับทิมควรจะกินจากผลสด ๆ มากกว่าดื่มน้ำคั้น เพราะจะได้ใยอาหารด้วย ทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับบลูเบอร์รี่ ซึ่งจำเป็นมาก ๆ สำหรับสุขภาพของสมอง เพราะสมองคืออวัยวะแรก ๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากความเครียด ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่ช่วยระงับความเครียดได้จะดีต่อสมองเช่นกันนะคะ

กาแฟ

4.กาแฟ

เมล็ดกาแฟคล้ายกับเมล็ดโกโก้ตรงที่มันเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ กรดอะมิโน วิตามิน และแร่ธาตุ โดยเฉพาะผงกาแฟจากเมล็ดที่บดใหม่ ๆ จะมีประโยชน์ต่อทั้งสมองและร่างกายมาก ส่วนกาเฟอีนก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีผลดีต่อสมองเช่นกัน การดื่มกาแฟเป็นประจำจะช่วยชะลอไม่ให้สมองเสื่อมถอย ป้องกันโรคอัลไซเมอร์หรือโรคหลงลืมได้จริง แม้กระนั้นก็ยังมีคำถามว่า ตกลงแล้วกาแฟมีประโยชน์หรือเปล่า ปัญหาอยู่ที่เรามักจะผสมกาแฟกับของที่ไม่ดีต่อสุขภาพอื่น ๆ เช่น ครีม น้ำตาล ช็อกโกแลต หรือวิปครีม สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เพิ่มทั้งสารเคมีและไขมันให้แก่กาแฟ ความจริงแล้วเมล็ดกาแฟเป็นของปลอดภัย ยิ่งถ้าเป็นเอสเพรสโซ่เพียว ๆ ยิ่งดีต่อทั้งหัวใจและสมองเลยล่ะ

5.ถั่ว

ถั่วมีทั้งโปรตีน ใยอาหาร และไขมันที่มีประโยชน์ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่อยู่ในถั่วจะทำให้เราแจ่มใสได้ ในขณะที่โปรตีนและไขมันจะช่วยให้พลังงานคงระดับตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ ยังมีวิตามินอีซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของสมอง แต่อย่างไรก็ควรหลีกเลี่ยงถั่วเหลือบน้ำตาล หรือปรุงรส ส่วนทางเลือกที่ดีก็มีตั้งแต่เฮเซลนัต เม็ดมะม่วงหิมพานต์ วอลนัต และอัลมอนต์ ส่วนแมคคาเดเมียนั้นมีปริมาณไขมันมากกว่าถั่วชนิดอื่น ๆ

6.ทูน่า

นอกจากจะเป็นแหล่งของโอเมก้า-3 แล้ว ปลาทูน่า โดยเฉพาะปลาทูน่าครีบเหลือง ซึ่งมีระดับวิตามินบี 6 สูงกว่าอาหารประเภทอื่น ๆ วิตามินบี 6 นี้เกี่ยวพันโดยตรงกับความจำและสติปัญญา รวมถึงสุขภาพโดยรวมในระยะยาวของสมอง โดยรวมแล้ววิตามินบีคือ หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อการรักษาอารมณ์ให้คงที่ แต่วิตามินบี 6 จะส่งผลต่อการรับสารโดพามีนที่เป็นหนึ่งในฮอร์โมนความสุขเหมือนกับเซโรโทนิน
ข้าวกล้อง
7.ข้าวกล้อง

ด้วยความที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ข้าวกล้องจึงดีมาก ๆ สำหรับคนที่แพ้กลูเธนเพื่อให้สุขภาพของหลอดเลือดหัวใจแข็งแรงขึ้น ยิ่งระบบไหลเวียนโลหิตของเราดีเท่าไหร่ สมองก็ยิ่งเฉียบแหลมมากเท่านั้น

8.ชาเขียว

ชาเขียวนี้คือ มัตชะ ชาเขียวจากใบชาอ่อน ๆ ที่ผ่านกรรมวิธีบดด้วย หินตามแบบฉบับญี่ปุ่น เมื่อเราดื่มชาเขียวเหล่านี้เข้าไป ก็เหมือนกับเราดื่มใบชาเข้าไปทั้งใบ ผงชาเขียวนั้นอุดมไปด้วยสารคลอโรฟิลด์จึงทำให้มีสีเขียวสด เมื่อผสมเข้ากับน้ำร้อน (แต่ไม่เดือด) จะมีรสชาติฝาดนิด ๆ และเพียงแก้วเดียวก็ทำให้คุณรู้สึกปลอดโปร่งได้ ว่ากันว่า มัตชะคือเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้พระสงฆ์ญี่ปุ่นสามารถนั่งสมาธินาน ๆ ได้ แต่ถ้าพูดในแง่วิทยาศาสตร์แล้วมัตชะมีสารที่ชื่อว่า Catechin วิตามินเอและซี ฟลูออไรด์ และสาร L-Theanine ซึ่งช่วยในเรื่องสมาธิ แค่เฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเดียวก็มีมากกว่าบลูเบอร์รี่ถึง 33 เท่า

9.เมล็ดพืช

ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดทานตะวัน เมล็ดแฟล็กซ์ เมล็ดฟักทอง หรือเมล็ดพืชอื่น ๆ ก็ล้วนมีโปรตีน ไขมัน วิตามินอี สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุซึ่งช่วยเสริมสร้างสมองอย่างแมกนีเซียม

10.ข้าวโอ๊ต

ถ้ามันดีต่อสุขภาพของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ก็แปลว่ามันดีต่อสมองของเราด้วย ข้าวโอ๊ตมีใยอาหารและก็มีโปรตีนอยู่พอสมควร หรือแม้แต่โอเมก้า-3 ก็ยังมีอีกจำนวนหนึ่ง การกินข้าวโอ๊ตตอนเช้าจะช่วยให้เราแจ่มใส และไม่ง่วงนอนแม้ในยามบ่ายด้วย

11.หอยนางรม

ไม่ใช่หอยทุกชนิดจะเป็นอาหารสมองได้ แต่หอยนางรมน่ะใช่แน่ ๆ เพราะมีทั้งซีลีเนียม แมกนีเซียม โปรตีน และแร่ธาตุอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อสุขภาพสมอง ก่อนหน้านี้เคยมีการทดลองพบว่า คนที่กินหอยนางรมมีความจำและอารมณ์ดีขึ้นด้วย

ผัก
12.ผักใบเขียว

ผักโขม คะน้า ปวยเล้ง บร็อกโคลี่ กวางตุ้ง ฯลฯ ไม่ว่าคุณจะชอบผักใบเขียวชนิดไหน ควรพยายามกินทุกวัน ผักใบเขียว อุดมด้วยธาตุเหล็ก ถ้าขาดธาตุเหล็ก ก็อาจมีโรคต่าง ๆ ตามมาได้ เช่น กลุ่มอาการขาอยู่ไม่เป็นสุข (Restless Legs Syndrome) อาการเหนื่อยล้า อารมณ์เสีย สมองตื้อตัน และปัญหาสภาพจิตอื่น ๆ

13.มะเขือเทศ

แม้ใคร ๆ จะรู้กันว่ากินมะเขือเทศแล้วผิวสวย แต่มะเขือเทศเองก็จัดว่าเป็นอาหารสมองชั้นดีเหมือนกัน เพราะมันมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อว่าไลโซปีน จึงช่วยป้องกันโรคหลงลืมได้ เพียงแต่ต้องผ่านความร้อนก่อนเพื่อให้เรารับไลโคปีนได้เต็มที่ อย่างนี้ก็หมายความว่าซอสมะเขือเทศ ก็มีประโยชน์น่ะสิ? จริง แต่ว่าซอสมะเขือเทศก็มากับน้ำตาล เช่นกัน หากเป็นไปได้ก็ทำอาหารเองจะดีกว่านะ

14.น้ำมันมะกอก

อย่าลืมว่าร้อยละ 60 ของสมองคือไขมัน ดังนั้น เราไม่สามารถมองข้ามไขมันไปได้ การศึกษาจำนวนมากชี้ว่า ถ้าไม่มีไขมันแล้วเราจะคิดอ่านไม่ชัดเจน อารมณ์แปรปรวน และอาจเป็นโรคนอนไม่หลับ การกินอาหารที่อุดมด้วยไขมันนั้นจำเป็นมาก ๆ ต่อสมองที่ปลอดโปร่ง ความจำที่ดี และอารมณ์ที่สมดุล ทั้งนี้ อาหารสำเร็จรูปขนมกรุบกรอบ หรือแม้แต่น้ำราดสลัดส่วนใหญ่จะใช้น้ำมันข้าวโพด หรือน้ำมันอื่น ๆ ที่มีไขมันโอเมก้า-6 ตรงนี้ต้องคอยสังเกตไว้ ถึงจะชื่อว่าโอเมก้า-6 แต่ก็ไม่ใช่ไขมันที่ดี

15.น้ำสะอาด

เพื่อสมองที่แจ่มใส จะขาดน้ำเปล่าไปไม่ได้ อย่าลืมหาโอกาสจิบน้ำเปล่าตลอดทั้งวัน (และสูดอากาศบริสุทธิ์ด้วย) การดื่มน้ำเปล่ากับสูดอากาศจะช่วยเพิ่มพลัง และทดแทนออกซิเจนเข้าไปในเซลล์ actifmind ทำให้สมองของคุณไม่รู้สึกเหนื่อยล้ามากเกินไปนัก อย่างไรก็ตาม ต้องหลีกเลี่ยงน้ำหวานหรือน้ำอัดลม ของพวกนี้มีทั้งน้ำตาล และกาเฟอีนอยู่ในปริมาณมากเกินไป ซึ่งอาจนำไปสู่การเสพติดได้เลยทีเดียว

16.ผงกะหรี่

เครื่องปรุงนี้เป็นหนทางที่ดีในการเพิ่มรสชาติ ให้แก่สมอง ส่วนประกอบหลักในผงกะหรี่ คือขมิ้น และขมิ้นก็มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มากมาย มันจะช่วยต่อสู้กับอนุมูลอิสระ ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสมองและร่างกาย นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันโรคเบาหวานและโรคหัวใจได้ด้วย เพียงแค่เดือนละครั้งที่กินกะหรี่ก็มีผลดีต่อสมองแล้วล่ะ
ไข่
17.ไข่

มีทั้งโปรตีนและไขมันซึ่งให้พลังงานแก่สมองได้นานหลายชั่วโมง นอกจากนี้ ซีลีเนียมในไข่ออร์แกนิกก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า จะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้

18.โยเกิร์ต

เป็นอาหารว่างที่ง่ายและมีประโยชน์ด้วยโปรตีนและแคลเซียม โปรตีนสำคัญมาก ต่อสารสื่อประสาทที่จะช่วยให้สมองแจ่มใส ส่วนแคลเซียมก็ช่วยในเรื่องของความจำ แต่ก็ต้องดูว่าโยเกิร์ตนั้น ไม่มีน้ำตาลมากเกินไป ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ก็ลองกินคู่กับธัญพืชต่าง ๆ เพื่อเป็นของว่างเมื่อไหร่ก็ได้ที่หิว

19.ช็อกโกแลต

ไม่ว่ารสชาติหรือประโยชน์ช็อกโกแลตก็ดีตรงที่มีสารช่วยกระตุ้นสมอง มีปริมาณกาเฟอีนในระดับที่พอเหมาะ เพิ่มสารเซโรโทรนินซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุข นอกจากนี้ ดาร์กช็อกโกแลตยังมีใยอาหารจำนวนมาก (ยังจำกันได้มั้ย ใยอาหาร = หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง = สมองแข็งแรง)
กระเทียม

20.กระเทียม

ถ้าไม่สงสารคนนอนข้าง ๆ ก็กินกระเทียมสด ๆ เลย เห็นเล็ก ๆ อย่างนี้ กระเทียมเต็มไปด้วยสารอาหารมากมาย ไม่เพียงแต่มันจะมีชื่อเสียงในเรื่องการลดระดับคอเลสเตอรอล “เลว” และทำให้หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง กระเทียมยังช่วยส่งสารต้านอนุมูลอิสระไปที่สมองด้วย actifmind.

เอนไซม์ เจนิฟู้ด การใช้เอนไซม์จะกำจัดความรู้สึกที่ไม่สบายที่มาพร้อมกับการกำจัดพิษ

เอนไซม์ เจนิฟู้ด การใช้เอนไซม์จะกำจัดความรู้สึกที่ไม่สบายที่มาพร้อมกับการกำจัดพิษ ทำให้เรารู้สึกสบายและมีพลังระดับสูง เป็นวิธีที่ ทำให้ร่างกายเราสวยงามและเป็นวิธีล้างและส่งเสริมร่างกาย เมื่อเราแก่ตัวขึ้น ร่างกายเราไม่สามารถกำจัดสารพิษจากเลือดและอวัยวะให้มีประสิทธิภาพถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือ ระบบน้ำเหลืองกรองพวกสารที่ร่างกายไม่ต้องการออก เช่น เม็ดเลือดขาวจะทำลายแบคทีเรียและตัวมันเองก็ตายพร้อมแบคทีเรีย ระบบต่อมน้ำเหลืองนำเศษเซลล์เหล่านี้ไปที่ต่อมน้ำเหลืองเพื่อสลายให้เป็นสารที่ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ เพื่อนำมาใช้ใหม่ มีจำนวนคนนับล้านที่พยายามหาวิธีช่วยร่างกายกำจัดสารพิษ เช่น การบริโภคอาหาร Macrobiotic รับประทานอาหารเจ อดอาหาร หรือใช้สมุนไพร วิธีเหล่านี้ช่วยได้บ้างโดยเฉพาะการใช้สมุนไพร อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขาดหายไป คือ เอนไซม์ ถ้าเราบริโภคเอนไซม์สม่ำเสมอจะช่วยทำให้เลือดบริสุทธิ์ โดยสลายโปรตีนเศษของเซลล์ และสารพิษชนิดอื่นๆ เมื่อเลือดอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ร่างกายเราก็สามารถที่จะซ่อมแซมตัวเองและสะสมแหล่งของเอนไซม์ ผลสุดท้ายคือร่างกายอยู่ในสภาพสมดุล ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เอนไซม์ เจนิฟู้ด.

เอนไซม์ เจนิฟู้ด การรับประทานเอนไซม์ไปพร้อมกับอาหารจะช่วยให้อาหารย่อยได้ดีขึ้นและทำให้มีการนำอาหารพวกนี้เข้าไปในร่างกาย ถ้ารับประทานเอนไซม์ระหว่างมื้อจะช่วยสลายอาหารที่ไม่ถูกย่อย เพาะฉะนั้นเอนไซม์สำคัญมากในการรักษาโรคอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักเกินไม่สามารถระงับความอยากอาหารเลยทำให้รับประทานอาหารที่มีแครอรี่สูง แต่ไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการ ซึ่งทำลายระบบภูมิคุ้มกันรวมกับระบบอื่นๆในร่างกาย เอนไซม์จากพืชเป็นวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้และป้องกันไม่ให้เราทำลายตัวเองอีกต่อไป enzyme genufood

ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์

เนื่องจากเอนไซม์เป็นโปรตีนทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาของซับเตรทจนได้เป็นผลผลิตแล้ว จะสามารถกลับมาทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาได้อีกอย่างต่อเนื่อง การได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมจึงมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์โดยปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์โดยสรุปประกอบ ด้วย เอนไซม์ เจนิฟู้ด
1. ความเข้มข้นของซับสเตรท เมื่อความเข้มข้นของซับสเตรทเพิ่มขึ้น อัตราเร็วของ
ปฏิกิริยาจะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดที่มีความเร็วสูงสุด ในกรณีที่มีซับสเตรทเพียงชนิดเดียวและความเข้มข้นของเอนไซม์คงที่ดังรูปที่ 5.3 และหลังจากนั้นแม้จะเพิ่มความเข้มข้นของซับสเตรท อัตราเร็วของปฏิกิริยาก็ไม่เพิ่มขึ้น ในบางกรณีความเข้มข้นของซับสเตรทที่สูงเกินไปอาจยับยั้งปฏิกิริยาทำให้อัตราเร็วการเกิดปฏิกิริยาลดลงได้
2. ความเข้มข้นของเอนไซม์ อัตราเร็วของปฏิกิริยามักจะแปรผันโดยตรงกับความเข้มข้นของเอนไซม์ เมื่อมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ความเข้มข้นของซับสเตรท ค่าพีเอช และอุณหภูมิคงที่ ยกเว้น ในกรณีต่างๆ ดังนี้คือ อัตราการละลายของซับสเตรทมีขีดจำกัดเช่น การละลายของออกซิเจนในระบบที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน การผันแปรสมบัติของซับสเตรทหรือผลิตภัณฑ์จนทำให้เกิดการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ หรือการที่โคแฟคเตอร์ที่จำเป็นสำหรับเอนไซม์แตกตัวออกจากเอนไซม์เป็นต้น
3. ค่าพีเอช เอนไซม์ส่วนใหญ่จะเร่งปฏิกิริยาได้ในช่วงพีเอช ระหว่าง 4-10 ถ้าพีเอชต่ำกว่า 4 หรือสูงกว่า 10 จะทำให้เอนไซม์ถูกยับยั้งอย่างถาวร ยกเว้นเพปซิน เรนนินและอัลคาไลน์-ฟอสฟาเทส ทั้งนี้เพราะเอนไซม์ทุกชนิดเป็นโปรตีน การเปลี่ยนแปลงพีเอชมีผลต่อประจุบนโมเลกุลของโปรตีนจึงมีผลต่อการทำงานที่บริเวณเร่ง (active site) ของเอนไซม์ และจะมีผลสูงสุดเมื่อมีความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนหรือไฮดรอกซิลไอออนมากจนถึงจุดพีไอ เอนไซม์ เจนิฟู้ด ซึ่งโครงสร้างโมเลกุลแบบตติยภูมิของโปรตีนถูกทำลาย จึงทำให้ การรวมตัวของเอนไซม์กับซับสเตรทที่บริเวณเร่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เอนไซม์แต่ละชนิดมีค่าพีเอชที่เหมาะสม (optimum pH) สำหรับเร่งปฏิกิริยาให้ได้ความเร็วสูงสุดดังตัวอย่างในตารางที่ 5.3
1. อุณหภูมิ การเพิ่มอุณหภูมิจะทำให้สารที่ทำปฏิกิริยามีพลังงานมากพอที่จะทำให้สาร
นั้นกลายเป็นสารที่ถูกกระตุ้นแล้วมีพลังงานสูง อยู่ในสภาพที่จะเปลี่ยนไปเป็นผลิตผลอย่างรวดเร็ว การเพิ่มอุณหภูมิจึงทำให้อัตราเร็วของปฏิกิริยาเพิ่มขึ้น แต่การเพิ่มอุณหภูมิทำให้โปรตีนซึ่งมีโครงรูปสามมิติที่ต้องจัดเรียงตัวของหมู่ต่างๆในโมเลกุล โดยเฉพาะบริเวณเร่งให้พอเหมาะแก่การจับกับซับสเตรทแล้วเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนเป็นผลผลิตได้ เมื่อมีอุณหภูมิสูงเกินไปจะทำให้โปรตีนแปลงสภาพจากธรรมชาติ จึงทำให้เอนไซม์มีสมบัติในการเร่งปฏิกิริยาลดลงหรือเสียไป
5.แอกติวิตีของน้ำ การทำงานเอนไซม์โดยทั่วไปจะเกิดได้ดีเมื่ออยู่ในภาวะที่เป็นสารละลายในน้ำ ยกเว้น เอนไซม์บางชนิด เช่น ไรโบนิวเคลียเอสและไลโซไซม์ เนื่องจากน้ำเป็นตัวทำละลายทั้งเอนไซม์และซับสเตรท จึงทำให้มีการการชนกันของโมเลกุลทั้ง 2 ชนิด จนสามารถจับตัวกันได้ ยิ่งเป็นเอนไซม์ในกลุ่มไฮโดรเลส น้ำยังทำหน้าที่เป็นซับสเตรทด้วยปฏิกิริยาจึงเกิดได้ดี เมื่อมีค่าแอกติวิตีของน้ำค่อนข้างสูง
6. โคแฟคเตอร์ของเอนไซม์ เอนไซม์จำนวนมากจะเร่งปฏิกิริยาได้ต่อมีโคแฟคเตอร์ร่วม
ทำงานด้วย เช่น พอลิฟีนอลออกซิเดส ต้องมีไอออนของทองแดง แอลฟา- อะไมเลสต้องมีไอออนของแคลเซียมเป็นต้น หากขาดโคแฟคเตอร์ก็จะทำให้เอนไซม์ทำงานไม่ได้
4. สารยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ สารยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ (enzyme
inhibitor) เป็นสารที่มีผลทำให้ความเร็วของปฏิกิริยาที่มีเอนไซม์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาลดลง เช่น
ทริปซินอินฮิบิเตอร์ ที่พบในถั่วเหลืองซึ่งยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ทริปซิน เอนไซม์ เจนิฟู้ด.

adoxy สูตรผิวสวย ขาวกระจ่างใส สุขภาพดีด้วยการดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

adoxy สูตรผิวสวย ขาวกระจ่างใส สุขภาพดีด้วยการดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว น้ำเปล่ามีคุณประโยชน์มากน้อยแค่ไหนวันนี้เรามีคำตอบสำหรับเรื่องน้ำ แน่นอนค่ะว่าหลายๆท่านนั้นจะต้องทราบกันดีอยู่แล้วว่าน้ำนั้นเป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญๆของร่างกายเรารวมถึงยังส่งไปเลี้ยงสมองและดำรงชีพ หากขาดน้ำ ขาดสารอาหารก็สามารถตายได้ เพราะฉะนั้นแล้วน้ำและอาหารจึงจำเป็นต่อร่างกายซึ่งก็รวมถึงอากาศบนโลกใบนี้ด้วยเช่นกันมนุษย์นั้นเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่เปราะบาง เพราะฉะนั้นจะต้องมีการดูแลตัวเองให้ดี และทราบไหมคะว่าน้ำนั้นช่วยสร้างผิวขาวใสอมชมพูให้เราได้ ถึงแม้ว่าเรานั้นจะดำแค่ไหนหรือว่าผิวแทน แต่หากมีการดื่มน้ำเยอะๆถึงผิวจะแทนก็แทนเนียนละเอียด ผิวไม่แห้งและก็ผิวนุ่มชุ่มชื่นอีกด้วย ในร่างกายของคนเรานั้นประกอบไปด้วยน้ำกว่า 80% ด้วยกัน โดยส่วนใหญ่นั้นจะเป็นน้ำที่เรานั้นดื่มเข้าไปต่อวันต่อวันเพื่อดำรงชีพ มันรวมผสมกับเลือดซึ่งก็นำมาใช้เหมือนการปั่นไฟ ปั่นพลังงานให้แก่ร่างกายต้องมีการเติมน้ำมันเข้าร่างกายทุกๆวัน เพราะฉะนั้นวันไหนที่ขาดน้ำมัน เชื้อเพลิงก็ย่อมหมด หรือมีการทำงานที่น้อยลงและช้ากว่าเดิม ไม่รวดเร็วและไม่คงทนเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นเราเปรียบเทียบให้คุณนั้นเห็นว่า น้ำจำเป็นต่อร่างกายมากน้อยแค่ไหน adoxy.

adoxy สำหรับน้ำนั้นยังช่วยสร้างผิวขาวได้อีกด้วยในผู้ที่มีผิวขาวอยู่แล้ว แต่มักจะมีผิวแห้งหรือในผู้ที่อยากจะมีผิวขาวแต่ไม่รู้จะเริ่มดูแลตัวเองจากตรงไหน แนะนำการดูแลตัวเองจากภายในสู่ภายนอกค่ะ เทคนิคการดูแลตัวเองนั้นก็ไม่ยากเพียงแค่ดื่มน้ำวันละ 8 แก้วเป็นอย่างต่ำหรือราวๆวันละ 2 ลิตรต่อวันก็ช่วยเรื่องผิวสวยขาวกระจ่างใสได้แล้ว อยากจะมีผิวขาวมันไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรเลยเพียงแค่รู้จักที่จะดูแลตัวเองเท่านั้นคุณก็มีผิวขาวได้ สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอและปริมาณ ยิ่งดื่มน้ำเยอะมากเท่าไหร่ยิ่งดีต่อร่างกายในช่วงแรกๆนั้นอาจจะปัสสาวะบ่อยผิดปกติ เอโดซี แต่เมื่อร่างกายได้รับน้ำเยอะๆก็จะเป็นปกติไม่มีการปัสสาวะบ่อยๆมากเกินไป พอร่างกายปรับตัว อาการปัสสาวะถี่ก็จะหายไป เปลี่ยนเป็นการสร้างผิวพรรณที่ดี และเติมเต็มน้ำให้กับร่างกาย น้ำนั้นยังต้องนำมาเลี้ยงสมองอีกด้วยเพราะฉะนั้นแล้วน้ำจึงจำเป็นและสำคัญต่อการดำรงชีวิตมากๆ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนสำคัญๆในการนำไปเลี้ยงสมองด้วยดังนั้นเราจะต้องดื่มน้ำเยอะๆนะคะถ้าอยากจะมีผิวดี สุขภาพแข็งแรงและใช้งานสมองได้เยอะๆ ในผู้ที่ทำงานพนักงานออฟฟิศแนะนำว่าให้ดื่มน้ำเยอะๆมากกว่ากาแฟ กาแฟนั้นมีส่วนเร่งกระตุ้นประสาททำให้ดีดก็จริงหลายๆคนนั้นคิดว่า การดื่มกาแฟนั้นจะช่วยกระตุ้นต่อมทำงานได้ดีกระปรี้กระเปร่าแต่ก็เท่านั้นค่ะเป็นการฝืนตัวเองเป็นการโดฟอย่างนึง พอฤทธิ์กาแฟหมด พลังงานคุณก็จะหมด เพลียเหนื่อยไปด้วยเช่นกัน เทคนิคนี้เหมาะสำหรับท่านที่อยากผิวสวย รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน อยากผิวสวยควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว adoxy.

ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและ อาหารเสริม คืออะไร
ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติหลายๆชนิดถูกสกัดและนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในรูปแบบเม็ดซึ่งสะดวกและง่ายในการรับประทาน ไม่ว่าจะเป็นขมิ้น กระเทียม สารสกัดจากชาเขียว ทับทิม สาราสกัดจากเมล็ดองุ่น Grape seed และอื่นๆอีกมากมายค่ะ ซึ่งผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆก็มีข้อดีข้อด้อยต่างกันไป หากเรารับประทานผักและผลไม้สดก็จะได้รับสารที่มีประโยชน์และประหยัดที่สุด แต่ผักและผลไม้บางชนิดก็ไม่ได้มีในทุกฤดู หรือไม่สะดวกในการรับประทานค่ะ จึงต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ถึงแม้ว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริม อาจจะมีราคาสูงแต่ข้อดีคือสะดวกและคุณภาพสม่ำเสมอค่ะ
เรามาสรุปข้อดีข้อเสียของการบริโภคผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกันนะค่ะ เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพค่ะ

ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ
1 อุดมด้วยสารอาหารหลายๆชนิด แต่สารสำคัญบางชนิดอาจะมีในปริมาณที่น้อยกว่า และมีสารที่ไม่ต้องการปนมาด้วย อาทิเช่น กล้วยมีวิตามินซี ไฟเบอร์ แคลเซียม แต่ก็มีน้ำตาลมาด้วยค่ะ
2 ราคาถูก เพราะไม่ต้องผ่านการแปรรูปจ้า
3 ถูกจำกัดในบางฤดู ไม่มีผลผลิตทำให้หาซื้อได้ค่อนข้างยาก
4 มรปริมาณสารอาจเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลได้ adoxy แหล่งเพาะปลูก เช่นสับปะรด แต่ละที่แต่ละฤดู ก็หวานไม่เท่ากันค่ะ
5 ผู้บริโภคไม่ทราบแหล่งที่มาของวัตถุดิบเลย ซึ่งแหล่งปลูกอาจใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งก็จะได้รับพิษเจือปนมากับอาหาร
6 ผู้บริโภคซื้อสมุนไพรผิดชนิดมารับประทานเพียงเพราะแยกความแตกต่างไม่ได้นั่นเอง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
1 จะมีเฉพาะสารที่ต้องการในปริมาณเข้มข้นโดยไม่มีสารที่ไม่ต้องการเจือปนลงไป อาทิเช่นไลโคปีนสกัดจากฟักข้าว จะไม่มีน้ำตาลและกรดปน
2 จะราคาค่อนข้างสูง เพราะต้องผ่านกระบวนการผลิต หลายขั้นตอนค่ะ
3 มีความสะดวก หาซื้อง่าย รับประทานได้ง่าย ทั้งในรูปแบบเม็ดที่ไม่มีการแต่งกลิ่นและรส รับประทานปริมาณเพียงเล็กน้อย (แบบเม็ด) และยังเก็บได้นานกว่า
4 ปริมานสารคงที่เพราะผ่านการควบคุมแหล่งปลูกและการเก็บเกี่ยว
5 มีแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐานซึ่งจะมีการตรวจสอบหรือคัดเลือกวัตถุดิบที่ไม่มียาฆ่า แมลงและเชื้อราค่ะ
6 รับประทานผิดวิธี อาทิเช่น รับประทานมากเกินไป และติดต่อกันเป็นเวลานานๆอาจเกิดโทษได้ เพราะว่าเป็นสารที่มีความเข็นข้นมาก จึงควรกิน ตามที่ฉลากได้บอกไว้อย่างเคร่งครัดนะค่ะ

ถ้า เราอยู่ท่ามกลางแสงแดด สายตาของเราจะเปิดกว้างเพื่อรับแสงแดดมากขึ้น โดยมีหนังตาและคิ้วซึ่งทำหน้าที่ปกป้องดวงตาจากแสงแดดโดยตรง แต่นั่นเป็นเพียงตัวช่วยจากภายนอกเท่านั้น เนื่องจากอาหารการกินก็สามารถช่วยถนอมสายตาเราได้เหมือนกัน อาหารประเภทผักและผลไม้ ได้แก้ มะเขือเทศ แครอท กะหล่ำ ราสเบอร์รี่ มะนาว เป็นต้น adoxy.

t chloro plus การใช้คลอโรฟิลล์ บริสุทธิ์ 100 % เพื่อเป็นยารักษาโรคได้หรือไม่ …?

t chloro plus การใช้คลอโรฟิลล์ บริสุทธิ์ 100 % เพื่อเป็นยารักษาโรคได้หรือไม่ …? คลอโรฟิลล์ที่ทางบ้านสมุนไพรนำเข้ามา อยู่ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จึงไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นยารักษาโรค เนื่องจากถ้านำเข้ามาเพื่อเป็นยารักษาโรคจะมีราคาค่อนข้างแพงมากทำให้คนทั่วไปไม่สามารถใช้บริโภคได้ เพราะจุดประสงค์ การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ก็เพื่อทดแทนการบริโภคสารอาหารจากพืชผัก เนื่องจากปัจจุบันคนไทยรับประทานพืชผักไม่เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย รวมทั้งการสั่งสมสารเคมีประเภทต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมาก สารสกัดจากต้นอัลฟัลฟ่าในรูปของคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์100 % จึงถูกนำมาใช้ทดแทนการขาดการบริโภคสารอาหารที่มีคุณค่าดังกล่าว การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % คือ สารบริสุทธิ์แบบมีชีวิตจากธรรมชาติจึงเป็นทางเลือกเพื่อทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างพอเหมาะอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในปัจจุบันยังไม่มี่ตัวยาใดๆ ที่สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ การใช้โภชนาการจึงเป็นหนทางที่ถูกเลือกดังนั้นการใช้สารอาหารจากธรรมชาติเพื่อเป็นยาจึงถูกนำมาใช้ ซึ่งตรงกับหลักปรัชญาของ ศาสตราจารย์ เอห์เรต ที่ว่า “ธรรมชาติอย่างเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้เยียวยารักษาโรคได้” “จงใช้อาหารเป็นยา อย่าใช้ยาเป็นอาหาร” t chloro plus.

t chloro plus ป่วยเป็นโรคเบาหวานมานาน ถ้าต้องการใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกาย ต้องดื่มอย่างไร.? ที คลอโร พลัส
· โรคเบาหวานถ้าต้องการใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกาย
· ดื่มเพื่อปรับสภาพร่างกายในการรับสารอาหารครั้งแรก ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % โดยใช้ปริมาณ 5 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร เป็นเวลา 2 – 3 วัน
เดือนที่ 1 ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน
เดือนที่ 2 ให้เพิ่มปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % โดยใช้ ปริมาณ 20 ซีซี ผสมน้ำ 1.5ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน
เดือนที่ 3 ให้เพิ่มปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % โดยใช้ ปริมาณ 30 ซีซี ผสมน้ำ 1.5ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน
เดือนที่ 4 เมื่อระดับน้ำตาลปรับลดลงสู่สภาวะปกติแล้ว ท่านสามารถลดปริมาณลงเหลือ 10ซีซี ผสมน้ำ ต่อวัน t chloro plus
· ในช่วงแรกสังเกตว่าระดับน้ำตาลในเลือดอาจจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม จะใช้เวลาอยู่ช่วงหนึ่ง ในช่วงเวลาของเดือนที่ 1 แต่ไม่ต้องตกใจ เมื่อน้ำตาลในกระแสเลือดถูกสลายหมดแล้ว ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจะลดลงสู่ระดับปกติ แต่สามารถสังเกตได้ว่าท่านจะไม่เหนื่อยไม่เพลีย
· ท่านที่เป็นเบาหวานสะสมมาตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงในเดือนที่ 2 แต่ถ้าเป็นโรคเบาหวานน้อยกว่า 5 ปี ระดับน้ำตาลในเลือดอาจจะลดลงจนถึงระดับปกติในช่วงประมาณเดือนแรก
· ต้องดื่มให้หมดขวด 1.5 ลิตรในแต่ละวัน
· ห้ามทานอาหารทำลายกระดูก ได้แก่ ผงชูรส น้ำอัดลมที่มีสีดำ ยาฆ่าแมลงจากผัก และผลไม้
· กรณีมีแผลที่เกิดจากโรคเบาหวาน ท่านสามารถใช้หัวเชื้อบริสุทธิ์ไม่ต้องผสมน้ำ ใช้หยอดบริเวณแผลที่รักษาไม่หายขาด ที่เกิดจากโรคเบาหวานได้
· สามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันที่รับจากโรงพยาบาลได้

ป่วยด้วยอาการโรคแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ HIV ถ้าต้องการดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกาย จะต้องดื่มอย่างไร…และขอผู้ที่ป่วยที่สามารถสอบถามอาการได้ด้วย……?
·ให้ใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 30 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน
โรคเอดส์ เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ ไม่ใช่โรคที่เกิดจากการเสื่อมของร่างกาย แต่สามารถใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ฟื้นฟูได้จากประสบการณ์ การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์กับผู้ที่ติดเชื้อโรคนี้จะไม่กำหนดระยะเวลาในการดื่มเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายโดยการใช้นั้นจะให้ดื่มไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งร่างกายมีสภาพร่างกาย และภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น คุณสามารถสังเกตได้จากค่า CD 4 ที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยสามารถเปรียบเทียบค่าก่อนเริ่มดื่ม และหลังจากดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ผ่านไปโดยสามารถทดสอบได้หลังจากเดือนแรก ให้สังเกตได้จากอาการป่วยที่เคยเป็นจะลดน้อยลง และมีค่า CD 4 สูงขึ้นและจะมากขึ้นเรื่อยๆ ในเดือนต่อๆ มา
· เมื่อร่างกายของท่านเข้าสู่สภาวะปกติให้ลดปริมาณ สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ เหลือเป็น 10 ซีซี ต่อน้ำ 1.5 ลิตร
· ในช่วงแรกหลังจากดื่มคลอโรฟิลล์จะมีการตอบโต้การบำบัดโรค หรืออาการกระทุ้งโรค โดยปวดเมื่อยทั้งตัว บางรายมีไข้อยู่หลายวัน บางรายมีอาการง่วงซึมทั้งวัน นั้นแสดงว่าท่านใช้ได้ผลเป็นอย่างดี ให้พยายามทนดื่มต่อไป หลังจากนั้นเมื่อระยะเวลามากกว่า 1 เดือน อาการทุกอย่างจะดีขึ้น
· ห้ามทานผงชูรส น้ำอัดลมที่มีสีดำ ยาฆ่าแมลงจากผักและผลไม้
· ห้ามทานผักที่มีเมือกมาก
· ถ้าเลี่ยงได้ ห้ามทานปลา 5 ชนิดได้แก่ ปลาสลิด ปลาดุก ปลาสวาย ปลาไหล ปลานิล

ป่วยเป็นโรคเก๊าต์มาหลายสิบปี สามารถดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายได้หรือไม่ ถ้าได้จะต้องดื่มอย่างไร……?
เดือนที่ 1 ให้ใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 15 ซีซี ผสมน้ำ 1.5ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน
โรคเก๊าต์ ในระยะเวลา 3 – 7 วัน จะมีอาการที่ท่านสังเกตได้คือ มีการปวดมากขึ้นตามข้อ ปวดหัวครั่นเนื้อครั่นตัว มีอาการป่วยเป็นไข้อยู่ 2- 3 วัน หรือมากกว่า บางท่านอาจปวดมากจนทนไม่ได้ ให้ลดปริมาณลงเหลือ 10 ซีซี ต่อน้ำ 1.5 ลิตร และให้ใช้วิธีดื่มน้ำอุ่นตาม ถ้ายังไม่ดีขึ้นสามารถใช้ยาแก้ปวดแผนปัจจุบันร่วมด้วยได้
เดือนที่ 2 ให้ลดปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เป็น ปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำ1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน
· ห้ามทานผงชูรส น้ำอัดลมที่มีสีดำ ยาฆ่าแมลงจากผักและผลไม้
· ลดปริมาณการทานสัตว์ปีก และเครื่องในสัตว์ทุกชนิด
โรคลูคีเมีย สามารถดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพของร่างกายได้หรือไม่ ถ้าได้จะต้องดื่มอย่างไร……?
· ให้ใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ดื่มแทนน้ำตลอดทั้งวัน
เดือนที่ 1 หลังจากดื่มจะสังเกตได้ว่า อาการจ้ำเลือดบริเวณผิวหนังจะลดน้อยลง อาการป่วยด้วยโรคต่างๆ ลดน้อยลง สามารถนั่งรถในระยะทางไกลๆ หรือขับรถไปไกลๆ ได้ โดยไม่อ้วกหรืออาเจียน อาการป่วยและมีอาการตัวเย็นก็จะลดความถี่ลง
· ห้ามทานผงชูรส น้ำอัดลมที่มีสีดำ ยาฆ่าแมลงจากผักและผลไม้
ป่วยเป็นโรคไตมานานหลายปี เป็นแบบที่ฟอกไตแล้ว คุณหมอนัดอาทิตย์ละ 2 ครั้ง สามารถดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายให้ดีขึ้นได้หรือไม่ ถ้าได้จะต้องดื่มอย่างไร……?
· ป่วยเป็นโรคโรคไตมานานหลายปี เป็นแบบที่ฟอกไตและที่คุณหมอห้าม ดื่มน้ำในปริมาณมาก หรือจำกัดปริมาณการดื่มน้ำ เพราะจะเกิดอาการน้ำท่วมปอด โดยเฉพาะคนที่ฟอกไตแล้ว สามารถใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ได้ แต่ห้ามผสมน้ำดื่ม แต่ให้ใช้หัวเชื้อบริสุทธิ์ เทใส่ขวดสเปรย์ หรือขวดหยอด (Dropper) หยดใต้ลิ้น
ผู้ที่มีปัญหาโรคไต มักมีอาการ ปัสสาวะบ่อย นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย เป็นตะคิว ปวดเมื่อย เลือดลมไม่ดี ผมหงอกก่อนวัย ถ่ายอุจจาระไม่จับตัวเป็นก้อน
1-5 วันแรก ใส่ขวดสเปรย์ปริมาณ 10 ซีซี / วัน โดยการใช้ ให้อมไว้ใต้ลิ้น 3- 5 นาที ทุกๆ 1 ชั่วโมง (ใช้จนหมดขวดสเปรย์)
6-15 วัน ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % โดยเพิ่มปริมาณเป็น 20 ซีซี / วัน โดยการใช้ ให้อมไว้ใต้ลิ้น 3- 5 นาที ทุกๆ 1 ชั่วโมง (ใช้จนหมดขวดสเปรย์)
หลังจาก 15 วัน ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % โดยเพิ่มปริมาณเป็น 30 ซีซี / วันโดยการใช้ ให้อมไว้ใต้ลิ้น 3- 5 นาที ทุกๆ 1 ชั่วโมง (ใช้จนหมดขวดสเปรย์)
· ข้อสังเกตหลังจาก 30 วัน อาการจะเริ่มดีขึ้น โดยสามารถสอบถามอาการจากผู้ป่วยได้ตลอดเวลา ก็ให้ใช้อยู่ที่ 30-40 ซีซี ต่อวัน ใช้ขวดสเปรย์ จนกระทั้งผู้ป่วยดีขึ้นจึงเริ่มผสมน้ำ เช่น คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เป็น 10 ซีซี ต่อ น้ำ 10 ซีซี (การผสมน้ำให้ดูจากอาการผู้ป่วยเป็นหลัก)
· ห้ามทานผงชูรส น้ำอัดลมที่มีสีดำ ยาฆ่าแมลงจากผักและผลไม้
· ข้อห้าม ต้องเลิกรับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด (ยกเว้นเนื้อปลาทานได้) อาหารรสเค็มจัด อาหารทะเล เครื่องดื่มอัลกอฮอร์
· สามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันที่รับจากโรงพยาบาลได้
ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้มานานหลายปี มีน้ำมูกไหลตลอดเวลา มีอาการจามตอนเช้าหรือช่วงเวลาที่อาการเย็นหรือฝนใกล้ตก เป็นตลอดเวลาที่มีอาการเย็น มีผื่นคันคล้ายๆ ลมพิษ สามารถดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายให้ดีขึ้นได้หรือไม่ ถ้าได้จะต้องดื่มอย่างไร..…?
· ให้ใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ปริมาณ 15 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ดื่มแทนน้ำตลอดทั้งวัน
ช่วงวันที่ 1 – 7 อาการช่วงนี้จะจามบ่อย มีน้ำมูกออกมากขึ้น บางรายอาจเป็นไข้ อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง บางท่านอาจมีอาการปวดหัวร่วมด้วย แต่ให้ดื่มต่อไปเรื่อยๆ จะสังเกตว่าทุกอย่างจะดีขึ้น ไม่เกินระยะเวลา 1 เดือน น้ำมูกลดน้อยลง อาการจามหายไป
· ห้ามรับประทานอาหารทำลายกระดูก ได้แก่ ผงชูรส น้ำอัดลมที่มีสีดำ รวมถึงยาฆ่าแมลงจากผักและผลไม้
· งดการดื่มนมวัว หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัว
· หากเป็นไปได้ให้เลิกรับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด (ยกเว้นเนื้อปลาทานได้) ลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มอัลกอฮอร์
· สามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันที่รับจากโรงพยาบาลได้
ป่วยเป็นโรคไต (แบบยังไม่ฟอกไต) ถ้าดื่มเพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายจะต้องดื่มอย่างไร……?
· คือ กรณีโรคไต (แบบยังไม่ฟอกไต) การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ให้ผสมน้ำ ดื่มได้ตามปกติ
1 – 5 วันแรก ให้ผสมน้ำ ปริมาณ 10 ซีซี / วัน / 1 ขวด (น้ำสะอาด 1.5 ลิตร)
6 – 15 วัน ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % โดยเพิ่ม ปริมาณเป็น 15 ซีซี / วัน / 1ขวด (น้ำสะอาด 1.5 ลิตร)
หลังจาก 15 – 30 วัน ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % โดยเพิ่ม ปริมาณเป็น 20 ซีซี / วัน / 1 ขวด (น้ำสะอาด 1.5 ลิตร)
· โดยทั่วไปหลังจาก 30 วัน อาการจะเริ่มดีขึ้น (แต่เฉพาะบางท่านที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงมากจะเห็นผลภายใน 7 วันแรกที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์) โดยสามารถสอบถามอาการจากผู้ป่วยได้ตลอดเวลา สังเกตได้ว่าปัสสาวะมีความถี่น้อยลงมาก อาการเบาเนื้อเบาตัวอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่าง เช่น ตอนกลางคืนปัสสาวะ 5 ครั้ง จะลดลงเหลือ 3 ครั้ง และ 2 ครั้ง และจนเป็นปกติ หลังจากนั้นให้ลดปริมาณการใช้ คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เป็น 10 ซีซี ต่อ น้ำ1.5 ลิตร ดื่มตามการผสมปกติเพื่อปรับสมดุลของร่างกาย
· ห้ามทานอาหารทำลายกระดูก ได้แก่ ผงชูรส น้ำอัดลมที่มีสีดำ น้ำตาลทรายขาว รวมถึงยาฆ่าแมลงจากผักและผลไม้
· ห้ามดื่มเครื่องดื่มมีอัลกอฮอร์ เช่น สุรา เบียร์
· หากเป็นไปได้เลิกรับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด อาหารรสเค็มจัด อาหารทะเล ยกเว้นเนื้อปลาทานได้
· สามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันที่รับจากโรงพยาบาลได้
ป่วยเป็นโรคไทรอยด์ (แบบเป็นพิษ) ถ้าดื่มเพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายจะต้องดื่มอย่างไร……?

· คือ กรณีโรค โรคไทรอยด์แบบเป็นพิษ การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ให้ผสมน้ำ ดื่มได้ตามปกติ
1-5 วันแรก ให้ผสมน้ำ ปริมาณ 10 ซีซี / วัน / 1 ขวด (น้ำสะอาด 1.5 ลิตร)
6 – 15 วัน ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % โดยเพิ่ม ปริมาณเป็น 15 ซีซี / วัน / 1ขวด (น้ำสะอาด 1.5 ลิตร)
หลังจาก 15 – 30 วัน ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % โดยเพิ่ม ปริมาณเป็น 20 ซีซี / วัน / 1 ขวด (น้ำสะอาด 1.5 ลิตร)
· และให้เพิ่มใช้หัวเชื้อบริสุทธิ์ เทใส่ขวดสเปรย์ หรือขวดหยอด (Dropper) หยดใต้ลิ้น อมไว้ 3-5 นาที แล้วจึงกลืน ใช้ใส่ขวดสเปรย์ (ขนาด 10 ซีซี ) เช้า ½ ขวด และ ตอนเย็น ½ขวด ก่อนอาหาร โดยทั่วไปหลังจาก 30 วัน อาการจะเริ่มดีขึ้น (แต่เฉพาะบางท่านที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงมาก จะเห็นผลภายใน 15 วันแรกที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์) โดยสามารถสอบถามอาการจากผู้ป่วยได้ตลอดเวลา อาการทุกอย่างจะทุเลาดีขึ้นตามลำดับ
· ถ้าเป็นไปได้งดการรับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นเนื้อปลาทานได้
· ห้ามดื่มเครื่องดื่มมีอัลกอฮอร์ น้ำอัดลม (โดยเฉพาะน้ำอัดลมที่มีสีดำ) น้ำตาลทรายขาว
· งดการรับประทานของหมักของดอง แตงโมเนื้อแดงๆ
· สามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันที่รับจากโรงพยาบาลได้
ป่วยเป็นโรคไทรอยด์ (แบบไม่เป็นพิษ) ถ้าดื่มเพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายจะต้องดื่มอย่างไร……?

· คือ กรณีโรคไทรอยด์ (แบบไม่เป็นพิษ) การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ให้ผสมน้ำ ดื่มได้ตามปกติ
1-5 วันแรก ให้ผสมน้ำ ปริมาณ 10 ซีซี / วัน / 1 ขวด (น้ำสะอาด 1.5 ลิตร)
6 – 15 วัน ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % โดยเพิ่ม ปริมาณเป็น 15 ซีซี / วัน / 1ขวด (น้ำสะอาด 1.5 ลิตร)
หลังจาก 15 – 30 วัน ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % โดยเพิ่ม ปริมาณเป็น 20 ซีซี / วัน / 1 ขวด (น้ำสะอาด 1.5 ลิตร)
· โดยทั่วไปหลังจาก 30 วัน อาการจะเริ่มดีขึ้น (แต่เฉพาะบางท่านที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงมาก จะเห็นผลภายใน 15 วันแรกที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์) โดยสามารถสอบถามอาการจากผู้ป่วยได้ตลอดเวลา สังเกตได้ว่าไม่เหนื่อยไม่เพลีย
· ถ้าเป็นไปได้งดการรับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นเนื้อปลาทานได้
· ห้ามดื่มเครื่องดื่มมีอัลกอฮอร์ น้ำอัดลม (โดยเฉพาะน้ำอัดลมที่มีสีดำ) น้ำตาลทรายขาว
· งดการรับประทานของหมักของดอง แตงโมเนื้อแดงๆ
· สามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันที่รับจากโรงพยาบาลได้
ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารแบบเรื้อรัง เป็นมานานหลายปี ถ้าดื่มเพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายจะต้องดื่มอย่างไร……?

· ให้ใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ใช้ปริมาณ 10 ซีซี ดื่มแบบหัวเชื้อเข้มข้นไม่ต้องผสมน้ำ ดื่มตอนเช้าก่อน 6 โมงเช้า และ ก่อนรับประทานอาหารประมาณ 20 นาที ทุกวัน จนกระทั่งอาการดีขึ้นโดยท่านสามารถสังเกตได้ด้วยตนเอง
ช่วงวันที่ 1 -2 อาการปวดท้อง แสบท้องจะลดน้อยลง
ช่วงวันที่ 3 – 7 อาการในช่วงนี้จะสังเกตได้ว่าไม่มีอาการแสบท้อง หรือปวดท้องก่อนรับประทานอาหาร หรือหลังรับประทานอาหาร
· งดทานอาหารที่มีรสจัด
· ห้ามทานอาหารทำลายกระดูก ได้แก่ ผงชูรส น้ำอัดลมที่มีสีดำ รวมถึงยาฆ่าแมลงจากผักและผลไม้
· สามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน เช่น ยาลดกรดที่รับจากโรงพยาบาลได้
ป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อน เป็นมานานหลายปี ถ้าดื่มเพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายจะต้องดื่มอย่างไร……?

· ให้ใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ ใช้ปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำ ครึ่งแก้วประมาณ 50 – 100ซีซี ดื่มตอนเช้าก่อน 6 โมงเช้า และ ก่อนรับประทานอาหารประมาณ 20 นาที ทุกวัน จนกระทั้งอาการดีขึ้น
ช่วงวันที่ 1 -2 อาการปวดท้อง แสบท้องจะลดน้อยลง
ช่วงวันที่ 3 – 7 อาการในช่วงนี้จะสังเกตได้ว่าไม่มีอาการแสบท้อง หรือปวดท้องก่อนรับประทานอาหาร หรือหลังรับประทานอาหาร
· งดทานอาหารที่มีรสจัด
· · ห้ามทานอาหารทำลายกระดูก ได้แก่ ผงชูรส น้ำอัดลมที่มีสีดำ รวมถึงยาฆ่าแมลงจากผักและผลไม้
· สามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน ที่รับจากโรงพยาบาลได้

ป่วยเป็นโรคกระดูกทับเส้น เป็นมา 6 เดือน มีอาการปวดมากบริเวณบั้นเอว ถ้าดื่มเพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายจะต้องดื่มอย่างไร……?

เส้นประสาทถูกกดทับ เกิดจากการที่สันหลังคนเราประกอบไปด้วยกระดูกสันหลังชิ้นย่อยๆ เรียงต่อกันเป็นแนวจากต้นคอจนถึงก้นกบ ระหว่างกระดูกแต่ละข้อก็จะมีแผ่นกระดูกอ่อนที่เรียกว่า หมอนรองกระดูกสันหลังคั่นกลางทำหน้าที่ป้องกันการเสียดสี และภายในโครงกระดูกสันหลังนั้นประกอบไปด้วยเส้นประสาทแตกแขนงจากไขสันหลังไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เส้นประสาทที่แยกออกมาจากไขสันหลัง เรียกว่า รากประสาท ซึ่งจะอยู่ชิดกับหมอนรองกระดูก เมื่อหมอนรองกระดูกเคลื่อนตัวกดทับรากประสาทก็จะทำให้เกิดอาการปวดตามส่วนต่างๆ ที่เส้นประสาทส่งไปถึง
· ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 15 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน
ในระยะเวลา 3 – 7 วัน ในช่วงนี้ จะเกิดในอาการอยู่ 2 กรณี
· กรณีที่ 1 บางท่านอาจเกิดสภาวะครั่นเนื้อครั่นตัวจนถึงเป็นไข้ t chloro plus และมีอาการการปวดมากขึ้นมากกว่าเดิม ถ้าท่านปวดมากสามารถใช้ยาแก้ปวดแผนปัจจุบันร่วมด้วยได้เพื่อบรรเทาอาการ
· กรณีที่ 2 บางท่านอาจไม่เกิดอาการปวดใดๆ แต่จะรู้สึกเบาเนื้อเบาตัวในช่วง 3 วันแรก อาการปวดน้อยลงกว่าเดิม จนไม่มีอาการปวดในช่วงหลังวันที่ 7
ในช่วง 8 – 14 วัน ให้ลดปริมาณคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เป็น ปริมาณ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน
· ห้ามทานอาหารทำลายกระดูก ได้แก่ ผงชูรส น้ำอัดลมที่มีสีดำ รวมถึงยาฆ่าแมลงจากผักและผลไม้
· สามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน ที่รับจากโรงพยาบาลได้
ปวดหัวไมเกรนเป็นประจำ ต้องการดื่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ต้องดื่มอย่างไร……?
· ปวดศีรษะแบบไมเกรน ไมเกรนเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย แต่พบบ่อยในช่วงอายุ 22 – 55ปี ผู้หญิงมีโอกาสมากกว่าผู้ชาย 3 เท่า อาการที่เกิดมักมีอาการปวดตุบๆ ที่ขมับหรือเบ้าตาซีกใดซีกหนึ่งตามจังหวะการเต้นของชีพจร แต่บางครั้งอาจปวดตื้อๆ อาจปวดข้องหนึ่งข้างสลับข้างกัน ระยะเวลาการปวดมักปวดเป็นชั่วโมง หรือเป็นวันๆ ก่อนปวดมักมีอาการตาพร่า ตาลาย ถ้าปวดรุนแรงจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย
· สาเหตุการเกิดไมเกรน การแพทย์ตะวันตกปัจจุบันที่เจริญก้าวหน้ามาก ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการปวดศีรษะแบบไมเกรน เพียงแต่มีข้อสันนิษฐานว่าเกิดจากการบีบตัวหรือขยายตัวของหลอดเลือดในสมองมากกว่าปกติ จึงทำให้เกิดการปวดศีรษะขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
· โรคไมเกรนบอกอะไร ? การบำบัดโรคไมเกรนในปัจจุบันเป็นการหยุดอาการปวดเป็นครั้งคราวเท่านั้น เมื่อหมดฤทธิ์ของยาก็ต้องใช้ยาซ้ำไปตลอด แต่อาการก็ไม่ได้หายขาดมักเป็นแบบเรื้อรัง ไมเกรนไม่ใช่แค่มีอาการปวดศีรษะเท่านั้นแต่เป็นการสะท้อนในเรื่องของความเสื่อมโทรมของร่างกาย การดูแลรักษาสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญ
· การได้รับสารอาหาร ในสัปดาห์แรก ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เพื่อปรับสภาพการได้รับสารอาหาร ปริมาณ 5 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน ประมาณ 2 – 5 วัน
· ให้ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ปริมาณ 15 ซีซี ผสมน้ำ 1.5 ลิตร ให้ดื่มแทนน้ำทั้งวัน
ช่วงวันที่ 1 – 7 ในช่วงนี้
· อาการปวดศีรษะจะมากขึ้น รวมถึงมีอาการไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว บางรายอาจมีไข้หลายวัน แต่ให้รับประทานต่อไปเรื่อยๆ
ช่วงวันที่ 8 – 15 อาการในช่วงนี้จะสังเกตได้ว่าความถี่ในการปวดหัวไมเกรนเริ่มลดน้อยลง อาการปวดจะค่อยๆ ลดลง และไม่พบอาการปวดในที่สุด
· งดการนอนดึก พยายามหลีกเลี่ยงอารมณ์เครียด หาเวลาออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ
· ห้ามทานอาหารทำลายกระดูก ได้แก่ ผงชูรส น้ำอัดลมที่มีสีดำ รวมถึงยาฆ่าแมลงจากผักและผลไม้
· สามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน ที่รับจากโรงพยาบาลได้ t chloro plus.

คลอโรฟิลล์ บ้านสมุนไพรชัยมงคล คลอโรฟิลล์ทำให้ ผิวดีจริงหรือ

คลอโรฟิลล์ บ้านสมุนไพรชัยมงคล คลอโรฟิลล์ทำให้ ผิวดีจริงหรือ เมื่อเลือดในร่างกายดีขึ้นก็จะส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย จึงทำให้ผิวพรรณดีขึ้น ดังนั้นเรามักเห็นผู้คนหรือว่าดาราหันมาดื่มน้ำคลอโรฟิลล์ หรือน้ำสีเขียวเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากทุกคนต้องการเก็บรักษาผิวพรรณเยาว์วัยของตนเอง ผิวพรรณสดใส ให้ทำให้จิตใจสดชื่นด้วยแลดูอ่อนวัยอยู่เสมอ 7. คลอโรฟิลล์ถ้าดื่มติดกันเป็นเวลานาน ๆ มีโทษหรือไม่ จากการทดสอบพบว่า ไม่มีสารอันตรายในน้ำดื่มคลอโรฟิลล์ซึ่งไม่มีโทษต่อร่างกายหรือผู้บริโภคแต่ ประการใด และการที่ผู้ใช้ ใช้บริโภคเป็นเวลานาน ๆ ก็ไม่เคยเห็นใครเป็นอะไร แต่กลับมีผลตรงกันข้ามกลับทำให้ร่างกายของเราดีขึ้นอย่างไม่หน้าเชื่อ chloro 8. คลอโรฟิลล์รักษาโรคได้หรือไม่ คลอโรฟิลล์ไม่ใช้ยารักษาโรคแต่ทางการแพทย์ให้ คลอโรฟิลล์เป็นเหมือนตัวยาชนิดหนึ่งที่สามารถบรรเทาอาการเจ็บป่วยของโรคต่าง ๆ ได้เพราะคนไทยส่วนใหญ่ก็นิยมหันมาบริโภคคลอโรฟิลล์แทนยารักษาโรคเพื่อทดแทน การบริโภคสารอาหารจากพืชผัก ซึ่งตรงกับปรัชญาของ ศาสตราจารย์ เอห์เรต ที่ว่า “ธรรมชาติอย่างเดียวเท่านั้น เป็นยารักษาโรคได้ ” คลอโรฟิลล์ บ้านสมุนไพรชัยมงคล.

คลอโรฟิลล์ บ้านสมุนไพรชัยมงคล 9. ถ้าดื่มคลอโรฟิลล์แล้วทำไมร่างกายถึงป่วยหนักขึ้น
อาการที่เกิดขึ้นเป็นปฎิกิริยาตอบรับของร่างกายเพื่อปรับสภาพกับคลอโรฟิลล์ ที่ดื่มเข้าไปเกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น เจ็บปวดในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทุกข์ทรมานมากกว่าเดิมซึ่งเป็นในลักษณะปฎิกิริยาในการโต้ตอบบำบัด หลังจากดื่มไปได้ซักระยะหนึ่งอาการเหล่านั้นก็จะบรรเทาลงแล้วค่อย ๆ หายไป และสุขภาพก็จะเริ่มดีขึ้นและแข็งแรงขึ้น คลอโรฟิลล์ บ้านสมุนไพรชัยมงคล

10. เราควรดื่มต่อไปหรือไม่
เมื่อร่างกายของเราแข็งแรงดีแล็ก็สามารถหยุดดื่มได้ แต่ท่านต้องไม่ได้รับสารพิษกลับมาสู่ร่างกายของท่านอีก และควรหลีกเลี่ยงสารเคมีตกค้างในอาหารรวมถึงอ๊อกซิเจนในอากาศเสียที่มีแต่ มลพิษ

เนื้อวัวที่เกิดจากการเลี้ยงโดยใช้ สารดีอีเอส ซึ่งเป็นตัวก่อมะเร็ง
เนื้อหมูที่เกิดจากการเลี้ยงโดยใช้ คลอโรฟิลล์ บ้านสมุนไพรชัยมงคล เลนดอน ซัลบูทามอล
เนื้อไก่ที่เกิดจากการเลี้ยงโดยใช้ฮอร์โมนฝังในหัวไก่
ไม่ควรบริโภคเนื้อสัตว์ที่ใส่สารฟอร์มาลีน
ไม่ควรบริโภคผักที่ปลูกโดยใช้ยาฆ่าแมลง
งดการใช้ผงชูรสในการปรุงอาหาร
งดการดื่มน้ำอัดลม น้ำตาลทรายขาวที่ผสมผงฟอกขาว ไม่ใช้ยาปฎิติชีวนะโดยไม่จำเป็น
ถ้าท่านยังไม่งดการบริโภคดังที่กล่าวมาข้างต้น
ท่านก็จะกลับไปเจ็บป่วยเนื่องจากการทรุดโทรมของร่างกายอีกครั้ง คลอโรฟิลล์ บ้านสมุนไพรชัยมงคล.

ยากษัยเส้น อาการของโรคกระษัย โรคกระษัยนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 พวก

ยากษัยเส้น อาการของโรคกระษัย โรคกระษัยนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 พวก มี กระษัยโอปาติกะ (คือ เกิดขึ้นมีอาการหลายจำพวก ) กับ กระษัยกล่อน อาการของโรคกระษัยโอปาติกะ กระษัยประเภทนี้ จะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย อาจ จะมีอาเจียน ง่วงเหงาหาวนอน ไม่เป็นอันที่จะทำอะไร ปวดท้องน้อย ปวดเมื่อยไปหมด ซูบผอมลง เหงื่อออกตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า สมองมึนงง ถ้าถูกอากาศเย็นหรือที่ชื้นแฉะหรืออยู่ในน้ำ จะปัสสาวะบ่อย มีอาการจุกเสียด แน่น ปวดท้อง น่องหมดแรง อาการของโรคกระษัยกล่อน (กล่อน ความหมายจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง ชื่อโรคชนิดหนึ่ง) กระษัยประเภทนี้จะมีอาการ เส้นท้องตึง เจ็บสะเอว มือเท้าชา วิงเวียน ตาฝ้าฟาง หูอื้อ ท้องขึ้น/ท้องอืด กินอาหารไม่ได้ มักปวดเสียดแทงตั้งแต่หัวหน่าว ถึง ยอดอก มักมีลำ มีก้อน ตามท้องน้อย และจะถ่วงเป็นก้อนอยู่ที่หัวหน่าว และที่หน้าขาทั้ง 2 ข้าง แล้วเลื่อนลงไปถึงลูกอัณฑะ อัณฑะเกิดฟกช้ำ บวม อักเสบ จับต้องไม่ได้ เพราะเจ็บปวดเป็นก้อน เป็นเถา/เป็นลำ (ก้อนยาว) อาการเหล่านี้ เป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ถ้าเป็นผู้หญิงจะมีอาการเจ็บท้องน้อย ถ่วงคล้ายไส้เลื่อน แต่ในโรคไส้เลื่อนนั้น คนที่เป็นจะกินอาหารได้ และนอนหลับสบาย จะมีอาการเฉพาะเจ็บเสียดท้องน้อย แต่คนที่เป็นกระษัยกล่อน จะหาความสบายไม่ได้ คือจิตใจไม่สบายเหมือนกับคนเป็นโรคประสาท กินไม่ได้ มึนงง/วิงเวียน นอนไม่หลับ ผอมแห้งแรงน้อย ยากษัยเส้น.

ยากษัยเส้น ยาแผนโบราณเขาตรวจเขารักษาอย่างไร? ยาแก้ปวดเมื่อย
การตรวจโรคกระษัย ทางแพทย์แผนโบราณ ใช้วิธีสอบถามอาการ จากคำบอกเล่าของผู้ ป่วย ดูอาการแสดง สอบถามความเป็นมาของอาการ เป็นนานเท่าใด กินนอนได้ไหม เป็นอย่างไร
การรักษาของแพทย์แผนโบราณนั้น เขาจะถือว่าคนที่เป็นโรคนั้น สะสมของไม่ดีไว้ หรือหมักโรคไว้ ต้องถ่ายเอาโรคหรือของเก่าที่ไม่ดีในร่างกายออกมาทิ้งให้หมด แล้วค่อยกินยาไปรัก ษา หรือบำรุงให้ร่างกายแข็งแรงเหมือนเดิม ยากษัยเส้น
เราจึงใช้คำว่า ยารุ/ยาถ่าย (รุ ความหมายจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง ระบายสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป) กับยาบำรุง ซึ่งทำให้คนเข้าใจผิดว่า ทำไมแผนโบ ราณต้องถ่ายกับต้องบำรุง เพราะการมองปัญหา และวิธีแก้ปัญหาแตกต่างกับแพทย์แผนปัจจุบัน

แค่ได้ยินคำว่า “ หมอแผนโบราณ ” คนไข้บางรายอาจถอยหลังหนี เหมือนเช่น คุณลุงอุดม ลดหวั่น ที่เคยปฏิเสธคำว่า “ แผนโบราณ ” มาแล้ว
กระทั่งเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว คุณลุงมีอาการโรคภูมิแพ้ หมอนรองกระดูกเสื่อมอย่างหนัก เพราะได้รับสารเคมีจากการทำสวนเกษตรแบบพุ่มชิด ( ใช้ระยะปลูกน้อยเพิ่มจำนวนต้นในพื้นที่ปลูก ความคุมความสูงโดยตัดแต่งกิ่ง บังคับให้แตกพุ่มด้านข้าง ) ซึ่งความทุ่มเทอย่างหมดตัวหมดใจ ทำให้สวนแห่งนี้กลายเป็นแหล่งดูงานของนิสิตนักศึกษาเกษตรทั้งในและต่างประเทศ
คุณลุงอุดมหมดเงินไปกับการรักษาในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หลายที่ แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น จึงไม่รักษาต่อ เปลี่ยนมาค้นตำราสมุนไพรเก่าๆ ที่เป็นมรดกตกทอดจากพ่อ และก๋งของภรรยาที่เป็นหมอสมุนไพร และเริ่มต้มยากินเองโดยใช้สูตรจากตำราเก่า ซึ่งทำให้อาการทุเลาจนเกือบหายเป็นปกติภายใน 8 เดือน
เมื่อสุขภาพดีขึ้นเพราะกินยาสมุนไพร คุณลุงจึงเกิดความ “ศรัทธา” อย่างเต็มเปี่ยม และขวนขวายหาความรู้ทางแพทย์แผนโบราณเพิ่มเติม โดยการศึกษาจากตำราของ พลเรือเอก ยากษัยเส้น พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งราชนาวีไทย
คุณลุงอุดมเล่าถึงพระประวัติด้านการแพทย์แผนไทยของพระองค์ให้ฟังว่า
“ผมศึกษาประวัติของท่าน ทราบว่าหลังจากลาออกจากกองทัพเรือแล้ว ท่านได้มาเรียนการแพทย์แผนโบราณต่อ ท่านปรุงยาด้วยการใช้ตำรับยาสมุนไพรมาเคี่ยวให้ได้หัวเชื้ยยาเหนียวๆ แล้วปั้นเป็นแท่ง พอคนไข้มาก็นำแท่งยาแต่ละขนานฝนกับน้ำ หรือน้ำซาวข้าวให้กินเลย ต่างจากหมอยาโบราณที่ต้องสับรากไม้เป็นชิ้นๆ นำไปต้มซึ่งต้องใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะได้กินยาถือว่าเป็นการพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง”

หมอแผนโบราณยุค 2007
บ้านหลังน้อยอยู่ในพื้นที่ 30 ไร่ มีพืชสมุนไพรจำพวกไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ไม้พุ่มขนาดแค่เอว รวมถึงไม้คลุมดินเล็กๆ ที่ขึ้นกระจายเต็มพื้นที่ รวมแล้วกว่า 300 ชนิด มีบ่อน้ำขนาดใหญ่ช่วยลดความร้อนของผืนดิน คุณลุงอุดมตั้งชื่อบ้านและสวนแห่งนี้ว่า “สวนสมุนไพรพรอุดม”
ขณะนี้เจ้าของบ้านกำลังปรับปรุงห้องปรุงยายกใหญ่ เพราะเจ้าหน้าที่โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ขอร้องให้ช่วยขยายพื้นที่เพื่อเป็นศูนย์ศึกษาดูงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
เหตุผลที่คุณลุงอุดมได้รับความเชื่อถือจากคนทั่วไปเพราะคุณลุงมีวิธีการปรุงยาตลอดจนการดูแลคนไข้อย่างชาญฉลาดเหมือนเช่นที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ท่านทรงริเริ่มขึ้น ซึ่งเป็นการต่อยอดความรู้แผนโบราณให้ก้าวล้ำเท่าทันโรคภัย
คุณลุงอุดมพูดจาหยอกล้อเราอย่างผู้ใหญ่อารมณ์ดีว่า “ลองมาดูกันว่าหมอโบราณ๊อย่างผมโบราณจริงหรือเปล่า” เราจึงชวนคุณผู้อ่านมาพิสูจน์พร้อมๆ กันค่ะ

ตรวจโรคแบบผสมผสาน
คุณลุงอุดมอธิบายการตรวจรักษาของหมอแผนโบราณที่ทำต่อๆ กันมา เริ่มตั้งแต่การพูดจาประสาคนกันเองว่า เป็นอะไรมา สังเกตท่าทางการเดิน น้ำเสียง สีผิว ฯลฯ ซึ่งเป็นการสังเกตภายนอก และตรวจชีพจรเพื่อฟังการเต้นของหัวใจว่าหนักเบา ช้า หรือเร็วอย่างไร
สำหรับคุณลุงอุดม นอกจากตรวจด้วยวิธีการตามหลักแผนโบราณแล้ว ยังเพิ่มเติมในส่วนของการซักถามถึงผลการตรวจจากโรงพยาบาล เพื่อประกอบการวินิจฉัย อาทิ ค่าน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต
คุณลุงเสริมว่า ค่าการตรวจจากโรงพยาบาลให้ค่าที่มีความละเอียดมาก ดังนั้นถ้ารู้จักนำผลการตรวจทั้งแผนโบราณและแผนปัจจุบันมาวิเคราะห์ร่วมกัน จะทำให้รักษาได้แม่นยำขึ้น ยากษัยเส้น.